Cherryjan's profileCherryqpPhotosBlogLists Tools Help

Blog


    May 28

    Honeymoon Trip Hongkong - Macau 1-5 May 2008

    Honeymoon Trip ของเชอรี่กับพี่หมู เป็นทริปที่ถือได้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วจริง ๆ เพราะเรา 2 คนแทบจะหมดหวังกับการได้ไป honeymoon ครั้งนี้ไปแล้ว แต่ก็เหมือนสวรรค์เมตตาจริง ๆ เพราะจู่ ๆ เราก็ได้รับข่าวดีจากพี่หน่อย (พี่สาวเชอรี่เอง) ว่าเพื่อนของเค้ามีตั๋วเครื่องบินแอร์เอเชียจะขายให้เราในราคาถูกคือ 1500 บาทต่อใบ เพียงแต่เราจะต้องไปลงเครื่องและกลับจากมาเก๊าแทนที่จะไปฮ่องกงโดยตรงแค่นั้น เมื่อได้ความดังนั้นมีเหรอที่จะปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป เรา 2 คนตัดสินใจตกลงซื้อตั๋วแอร์เอเชียทันที 5555 และในคืนนั้นเองเราก็เริ่มหาที่พักและปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางกัน จากแผนเดิมที่จะไปกลับโดยตรงที่ฮ่องกง ต้องมีการเปลี่ยนเป็นลงเครื่องที่มาเก๊าแล้วต่อเรือ ferry ไปฮ่องกง ส่วนขากลับเราจะมานอนที่มาเก๊าในคืนสุดท้ายเพื่อไม่ให้เหนื่อยกับการเดินทางมากเกินไป และแล้วเราก็ได้ที่พักที่ในฮ่องกงมา 3 คืนเรียบร้อย ถึงแม้ว่าที่พักจะอยู่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวไปหน่อยแต่ก็ได้มาในราคาที่ถือว่าถูกทีเดียว ส่วนที่มาเก๊าก็เรียบร้อยเช่นกัน เมื่อได้ทุกอย่างเรียบร้อยในคืนวันที่ 29 เมษา ทำให้เช้าวันที่ 30 เมษา เราต้องวิ่งไปโอนตังค์ค่าตั๋วแล้วก็รีบไปหาเคาร์เตอร์แอร์เชียเพื่อจ่ายตังค์ค่าภาษี ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยในวันที่ 30 เมษา ถึงตอนนี้ก็ได้เวลาแพ็คกระเป๋ากันแล้วจ้า......
    วันที่ 1 May 2008  BKK - Macau - Hongkong
    วันนี้เราตื่นกันแต่เช้าเพราะเชอรี่เลือกเดินทางไฟล์ 10.15 น. ทำให้ต้องไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิกันตั้งแต่ 8.00 น. ป๊ากับแม่เดินทางไปส่งเรา 2 คนที่สนามบิน เมื่อจัดการเรื่อง check in เรียบร้อยแล้วเราก็ไปแลกเงินกัน ไปคราวนี้พี่หมูให้แลกเงินจากไทยไปเป็นเงิน USD แล้วค่อยไปแลกจาก USD เป็น HKD เพราะเราจะได้กำไรมากกว่า งานนี้เราแลกเงินไปจากไทย 800 USD พอแลกเงินกันเรียบร้อยเราก็ลาป๊ากับแม่แล้วก็เดินเข้าตม.เพื่อเข้าไปรอขึ้นเครื่องด้านในกัน ก่อนไปรอเครื่องเราก็แวะไปซื้อของกันที่ดิวตี้ฟรีก่อน งานนี้หมดกันไปอีกหลายพันอยู่แต่เราไม่ได้แบกของไปด้วยนะ เราฝากของไว้ที่ไทยแล้ววันกลับค่อยมารับ เชอรี่ว่าบริการนี้ดีนะสะดวกดีไม่ต้องมานั่งแบกด้วย ซื้อของเสร็จก็ออกเดินกันค่ะ เดินไปตามหาของกินมื้อเช้า แต่ก็ต้องพบกับความผิดหวังเพราะเบอร์เกอร์คิงที่หวังจะมาฝากท้องดันปิดชั่วคราว ทำให้เราต้องจรลีไปกินเบอร์เกอร์ของร้านอะไรซักอย่างที่อยู่ในเครือเดียวกับกาแฟ94 ซึ่งต้องขอบอกว่าแพงก็แพง แถมยังไม่อร่อยอีกต่างหากทำให้เชอรี่หงุดหงิดกันไปเลยเชียว กินเสร็จก็รีบมารอที่ gate เพื่อขึ้นเครื่องไปคราวนี้เรา 2 คนซื้อ bording express เพิ่มทั้งขาไปและขากลับ ก็สะดวกดีนะขึ้นเครื่องก่อนคนอื่น ยังไงก็ได้นั่งแถวหน้า ๆ แน่นอน ขาไปเรา 2 คนนั่งแถวหน้ากันเลยเชียว เที่ยวบินขาไปเราได้นั่งเครื่องเล็กไป ตอนแรกที่ตั้งใจจะกินข้าวกระเพรา+ไข่ดาวเลยต้องกลายเป็นแซนวิชทูน่าแทน รสชาติก็ธรรมดาเป็นแซนวิชของร้านสีฟ้าทำส่งให้แอร์เอเชียในราคากล่องละ 70 บาท นั่งเครื่องแบบเสียว ๆ ไปได้ซักพักเราก็มามาเก๊ากันโดยปลอดภัย พอลงเครื่องก็รีบเข้าตม.กันเลย พอผ่านตม.ก็รีบออกมารับกระเป๋ากันแต่แล้วเราก็ต้องเสียเวลากันไปเพราะกระเป๋าที่เราเอามั้นตรงที่จับสำหรับลากเดินดันพังจากกระแทกตอนขนย้ายกระเป๋า ทำให้เราต้องไปติดต่อขอ claim กับทางจนท.สนามบินมาเก๊า ซึ่งเราก็ได้รับการช่วยเหลือเป็นอย่างดี สุดท้ายกรณีนี้จบลงที่ทาง air asia macau จ่ายเงินให้เรา 100 เหรียญมาเก๊า พอได้รับเงินมาเราก็รีบเรียกรถจากสนามบินไปท่าเรือ ferry macau กันนั่งรถไปแป๊บเดียวก็มาถึงท่าเรือ เสียค่ารถไป 40 กว่าเหรียญ เข้าไปท่าเรือเชอรี่ก็รีบเดินเข้าไปซื้อตั๋วเรือ แต่ด้วยความสับสนทำให้เชอรี่ไปซื้อตั๋วเรือของ first ferry แทนที่จะเป็น turbojet งานนี้มีผลทำให้พี่หมูต้องเหนื่อย แต่เดี๋ยวจะมาบอกอีกทีนะจ๊ะ ได้ตั๋วเรือมาเราก็เดินมารอเวลาที่เรือจะออกซึ่งเชอรี่ยังไม่รู้ตัวหรอกนะว่าซื้อตั๋วผิด มารู้ก็ตอนที่มานั่งรอเรือแล้วเห็นเรือที่จะไปมาจอดรอนั่นแหละ 5555 ทำไมเรือสีเขียวอ่ะ เรือต้องสีแดงดิ และแล้วก็รู้ว่าชั้นซื้อตั๋วผิดนี่หว่า.... แต่ก็ทำใจดีสู้เสือบอกพี่หมูไปว่าเราต้องเปลี่ยนแผนนะ เพราะเราต้องเดินจากท่าเรือเพื่อหารถไฟใต้ดินกันนะ พี่หมูก็แสนดีบอกไม่เป็นไร 555555 พอมาถึงฮ่องกงเรามาลงกันที่ท่าฝั่งฮ่องกงทำให้เราต้องเดินลากกระเป๋ากันประมาณ 2 บล็อคเพื่อไปขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินที่สถานีจิมซาจุ่ย ช่วงที่ลากกระเป๋าเดินนี่แหละที่ทำให้พี่หมูเหนื่อยและหงุดหงิด เพราะกระเป๋าใบใหญ่ของเรานอกจากที่ลากจะพังแล้วล้อก็ดันมาพังตอนนี้ร่วมอีก แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี เราเดินทางไปถึงที่พักเกือบ 18.00 น. ทำให้แผนของวันแรกที่จะไปเดินเล่นแถวจิมซาจุ่ยต้องล้มเลิกไปเพราะเรา 2 คนเหนื่อยมาก แต่เราก็เลือกที่จะออกมาเดินเล่นแถวที่พักแทน แล้วก็หาของกินเล่นแถวที่พักแล้วกลับมานอนตอน 21.30 น.
    วันที่ 2 May 2008 Disneyland
    วันนี้ตื่นนอนกันก็เกือบ 8.30 น.แล้ว วันนี้ไม่ต้องรีบตื่นมากเพราะเช้าเราซื้อ voucher อาหารเช้าของทางโรงแรมไว้ อาหารเช้าที่นี่ก็ไม่ค่อยมีอะไรมาก อาหารธรรมดามีไข่ แฮม เบคอน ข้าวต้ม ขนมปัง กินอาหารเช้าเสร็จเราก็มาเตรียมตัวเดินทางไป disneyland กัน วันนี้ฝนตกปรอย ๆ แต่เช้า ทำให้เราหวั่นใจกันเล็ก ๆ ว่าจะเที่ยวไม่สนุก แต่พอไปถึง disneyland ฝนก็หยุดตกทำให้เราดีใจกันขึ้นมา พอซื้อตั๋วเสร็จเดินเข้า disney กันเรียบร้อยเราก็เริ่มกันที่ Adventure land กันก่อน ฝนเจ้ากรรมก็เริ่มตก งานนี้ก็ได้เปียกกันไป เราไปหลบฝนกันที่บ้านทาร์ซาน พอกลับจากบ้านทาร์ซานเราก็มารอดู Show Lion King กัน จบจากโชว์ออกมาฝนก็หยุดพอดี แต่ฟ้าก็ยังครึ้ม ๆ อยู่ เราออกไปดูโชว์ Golden Mickey แล้วก็มาต่อกันที่หนัง 4 มิติ แล้วก็ไปรอเล่นบ้านหมีพูร์ พอจบจากตรงนี้อากาศก็เริ่มมัวอีกแล้วด้วยความกลัวเราก็เลยเดินไปซื้อเสื้อกันฝนมา 2 ตัวพอซื้อเสร็จเท่านั้นแหละ แดดออกกันเลยเชียว เจ็บใจจิง ๆ เลย เราเล่นของเล่นที่ disney กันอีกหลายอย่างทั้ง Space Mountain , Buzz Lightyear , Lilo Stitch , Small World , Autopia แล้วก็มานั่งรอดูโชว์จุดพลุตอน 20.00 พอดูพลุจบก็เดินทางกลับที่พักกัน วันนี้มาเดินเล่นแถวที่พักเหมือนเดิม กลับห้องก็ 22.30 แล้วจ้า....
    วันที่ 3 May 2008 Tung Chang - Repluse Bay - Avenue of Star - Sympony of Light - Shopping 
    วันนี้ตื่นนอนเวลาประมาณเดิมแต่ไม่ได้กินข้าวเช้าที่โรงแรม พอแต่งตัวเสร็จก็เลยออกมากินโจ๊กกันที่ร้านด้านนอกก่อนลงรถไฟฟ้าใต้ดิน เช้านี้เราจะเดินทางไปสถานีตุงชุงกันก่อนเพื่อตัดสินใจว่าจะเดินทางขึ้นรถกระเช้าไปไหว้พระใ หญ่หรือไม่ แต่พอไปถึงแล้วก็ตัดสินใจกันว่าไม่ขึ้นเพราะอากาศไม่ดี เราก็เลยเดินเล่นกันที่ห้าง City Gate แป๊บนึง แล้วก็เดินทางต่อไปที่ตึก exchange square เพื่อต่อรถไปไหว้เจ้าแม่กวนอิมที่ repluse bay กัน รถบัสหรือรถเมลล์ที่ฮ่องกงขับซิ่งมาก ๆ ทางขึ้นเข้าอถมถนนก็แคบแต่เค้าก็สามารถขับกันได้เหมือนถนนปกติ เราตัดสินใจนั่งรถเลยไปที่ Stanley Market กันก่อนเพื่อจะหาข้าวกลางวันกินกัน แล้วก็ไปเดินเล่นด้วย พอออกจาก Stanley Market เราก็เดินทางกลับมาที่ Repluse Bay วันนี้ที่วัดเจ้าแม่กวนอิมมีคนเดินทางมาเรื่อย ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นกรุ๊ปทัวร์เกาหลี ที่นี่เราเจอคนไทยอยู่ 2 กลุ่มได้ และที่นี่พี่หมูสามารถโยนเหรียญเข้าปากรูปปั้นปลานำโชคได้ภายในครั้งแรกด้วย งานนี้เรา 2 คนดีใจกันยกใหญ่เชียว ออกจาก repluse bay เราก็นั่งรถกลับลงมาที่ exchange square อีกครั้งเพื่อนั่งรถไป Avenue of Star ไปเดินเล่นกินลมชมวิวเพื่อรอดู Sympony of Light แต่เนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจทำให้โชว์วันนั้นไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ เราก็เลยไปเดินเล่นที่ห้าง Ocean Terminal แทน ไปเดินดูของเล่นที่ Toy're us แล้วก็ออกไปเดิน shopping กันต่อที่แถวจิมซาจุ่ย งานนี้พี่หมูได้เสื้อใหม่ กางเกงใหม่ เข็มขัดใหม่ เรียกว่าใหม่ยกชุดกันเลยเชียวหล่ะ shopping กันจนเหนื่อยและเมื่อยได้ที่กันแล้วเราก็กลับโรงแรมนอนกันตอนเกือบ 22.00 แล้ว
    วันที่ 4 May 2008 ไหว้พระในเมือง - Macau
    วันนี้ตื่นเวลาปกติแล้วก็ออกไปหาของกินแถวที่พักเหมือนเดิม วันนี้ต้อง check out เพื่อเดินทางไปมาเก๊า เราเก็บของเสร็จก็เอากระเป๋าลงไปฝากไว้ที่เคาร์เตอร์โรงแรมก่อนจะออกไปไหว้พระในเมืองอีก 2 วัดคือวัดนางชี กับวัดหวังต้าเซียน กลับจาก 2 วัดเราก็แวะกินข้าวกลางวันก่อนไปมาเก๊ากันที่ร้าน Cafe de coral อาหารก็อร่อยดีนะ แต่คงต้องเลือกเมนูดี ๆ นิดนึง 5555 ออกจากฮ่องกงคราวนี้เชอรี่ไม่พลาดเรื่องเรืออีกเป็นอันขาดคราวนี้เดินทางอย่างมั่นใจตรงไปขึ้นเรือ Ferry ของ Turbo Jet อย่างถูกต้อง นั่งเรือกลับมาถึงที่มาเก๊าก็นั่งแท๊กซี่กันไปที่โรงแรม Best Western Taipa กันเลย เดินทางมาถึงโรงแรมเข้าห้องพักอย่างปกติ ห้องพักที่มาเก๊าห้องใหญ่กว่าที่ฮ่องกงเยอะมาก หลังจากเข้าห้องพักจัดของเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกไปเดินเล่นกันที่ Senado Square แวะไปถ่ายรูปกันที่โบสถ์ St.Paul ซื้อของฝากกันที่ร้านขายของฝากที่นักท่องเที่ยวนิยมซื้อกันมากที่สุดของมาเก๊า แล้วก็หาอาหารโปรตุกิสทานกัน เรามาทานอาหารกันที่ห้องอาหารตรงข้าม Senado Square เราโชคดีกันมากที่เจอพนักงานที่เป็นคนไทยเลยทำให้เราตัดสินใจเลือกอาหารกันได้ง่ายขึ้น แต่ก็ยังไม่ค่อยอร่อยอยู่ดี อาหารเลี่ยนมาก หลังจากทานอาหารกันเสร็จเราก็นั่งแท๊กซี่ไปเที่ยวกันต่อที่ The Venecian Casino งานนี้ได้เล่นตู้สล็อต ได้ลองเล่นรูเล็ตด้วย แต่ขอบอกว่าการเล่นการพนันเป็นสิ่งไม่ดีนะจ๊ะ กลับออกจาก The Venecian ด้วยรถแท๊กซี่ นั่งรถแท๊กซี่ซึ่งมิตเตอร์ยังไม่ทันได้ขยับเราก็กลับมาถึงโรงแรมกันแล้ว คืนนี้เก็บข้าวเก็บของอีกครั้งเพราะพรุ่งนี้ต้องกลับบ้านกันแล้วจ้า.....
    วันที่ 5 May 2008 Macau - BKK
    วันนี้ตื่นสายกันได้หน่อยเพราะค่าห้องที่มาเก๊ารวมค่าอาหารเช้าไว้แล้ว เราลงไปทานอาหารเช้ากันประมาณ 9.30 น.แล้ว อาหารเช้าที่มาเก๊าดูจะมีให้เลือกไม่ต่างจากที่ฮ่องกงเท่าไหร่ ทานอาหารเช้าเสร็จเราก็ลองเดินเข้าไปดู Casino เล็ก ๆ ที่โรงแรม ปรากฏว่าน่าสนใจเพราะคนไม่เยอะมากและรูเล็ตก็เป็นแบบเครื่องคอมพิวเตอร์ งานนี้เลยลองเล่นดูซักหน่อย งานนี้เล่นได้ตังค์ด้วย หลังจากได้ตังค์มาเล็กน้อยเราก็กลับขึ้นห้องไปเก็บของเอากระเป๋ามาฝากที่ล็อบบี้แล้วออกไปเดินเล่นข้างนอกกัน แล้วก็ไปหาของกินก่อนไปสนามบินด้วย แต่ด้วยควมขี้เกียจทำให้เราไม่ได้ไปไหนไกลจากโรงแรมเท่าไหร่ แค่เดินไปประมาณ 2 บล็อคก็เจอร้านแมคโดนัลก็เลยแวะกินกัน กินเสร็จยังเหลือเวลาอีกนิดหน่อยก็เลยเข้าไปเล่นรูเล็ตที่ Casino ของโรงแรมอีกรอบ งานนี้ลงทุนไป 50 HKD กะว่าไม่ควักมากกว่านี้แล้ว แต่เรา 2 คนโชคดีมากเพราะเราได้เงินกลับมาประมาณ 320 HKD งานนี้เลิกเล่นด้วยความเสียดาย ออกจากโรงแรมก็เรียกแท๊กซี่เดินทางไปสนามบินกันเลย ไปถึงสนามบินนั่งรอเคาร์เตอร์เช็คอินเปิดซักพักก็เข้าไปนั่งรอขึ้นเครื่อง เรารอเครื่องกันอยู่นานมาก ๆ เพราะเครื่องดีเลย์ไปเกือบ 3 ชั่วโมง เครื่องบินขากลับเราได้ขึ้นเครื่องใหญ่ของแอร์เอเชีย ทำให้คราวนี้เราได้กินข้าวผัดกระเพราไก่ด้วย แต่ไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่นะ อาจจะเป็นเพราะเป็นอาหารแช่แข็งด้วยมั้งก็เลยไม่ค่อยอร่อย กลับมาถึงสุวรรณภูมิก็แยกย้ายกันไปพี่หมูไปรอที่สายพานเพื่อรอกระเป๋า ส่วนเชอรี่ก็เดินไปรับของที่ดิวตี้ฟรี แล้วเราก็ออกมาโดยน้องโจ๊กมารอรับอยู่แล้ว กลับออกจากสุวรรณภูมิแม่กับป๊าแล้วก็น้องโจ๊กกับชมพู่พาเราไปกินข้าวกันที่ร้านอาหารแถวบ้าน กินข้าวเสร็จกลับเข้าบ้านก็เกือบ 22.30 แล้ว ข้าวของยังไม่แกะอะไรทั้งนั้น รีบอาบน้ำเข้านอนกันเลยเพราะวันรุ่งขึ้นเราต้องไปทำงานกันแล้ว
    สรุปทริปนี้เป็น 5 วัน 4 คืนที่สนุกมาก ๆ เรา 2 คนได้อยู่ด้วยกัน ช่วยเหลือกัน แต่จริง ๆ แล้วเชอรี่กับพี่หมูชอบไปเที่ยวแบบนี้นะ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้ทุก ๆ คนไปลองเที่ยวแบบเราบ้างนะ
    Cherry + Moo
    May 27

    My Wedding Day 27 April 2008

    ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับงานแต่งงานของเรา ก่อนอื่นคงต้องขอขอบคุณทุก ๆ ท่านที่ได้ไปร่วมงาน โดยเฉพาะน้องโอ๋ , น้องอ๋อม และคุณนินที่ไปช่วยงานกันตั้งแต่เช้า งานนี้ถ้าขาดเพื่อน ๆ และน้อง ๆ เพื่อนน้องโจ๊ก เชอรี่คงแย่แน่ ๆ
    วันที่ 27 เชอรี่ตื่นตั้งแต่ตี 5 กว่า ๆ ออกไปแต่งหน้าทำผมที่ร้านน้าหนู แต่งหน้าทำผมเสร็จก็กลับมากินข้าวรองท้องกันซักหน่อย แล้วก็รอเวลาที่ทางเจ้าบ่าวจะมาถึง ก่อนถึงเวลาฤกษ์รู้ปัญหาจากพี่หมูว่ามีรถหลงทางกันอยู่ ทำให้มาถึงช้าแต่ก็ไม่ช้าไปมากนัก ซักประมาณ 10.15 ขบวนของทางเจ้าบ่าวก็มาถึง เชอรี่ก็ต้องมานั่งรอที่ห้องตามธรรมเนียม รอแค่แป๊บเดียวก็ได้เจอหน้าพี่หมูแล้ว (วันนี้พี่หมูหล่อมากเลยนะ) พอรับเจ้าสาวออกมาปุ๊บเราก็ออกมานั่งทำพิธีกันตามปกติ มีการเปิดเซฟให้ดูสินสอด แล้วก็ถึงเวลาที่ต้องสวมแหวนแต่งงานกัน แล้วก็มีการหอมแก้มโชว์เพื่อถ่ายรูปกันพอเป็นพิธี เสร็จพิธีทุกอย่างเราก็ลงมาไหว้เจ้าที่ข้างล่างแล้วก็กินขนมอี๊มงคล (พอลงมาถึงข้างล่างเจ้าบ่าวโดนโขมยรองเท้าไปซะด้วย 1 ข้าง งานนี้เลยต้องมีการจ่ายค่าไถ่กันเป็นที่สนุกสนานเชียว ) เสร็จพิธีทุกอย่างเราก็เดินทางมาที่บ้านป๊าพี่หมู มาถึงก็ไหว้เจ้าที่ ไหว้บรรพบุรุษกันตามประเพณี เสร็จแล้วก็ออกเดินทางไปที่ตึกช้างกันเลย ไปถึงที่ตึกพี่เงาะช่างแต่งหน้าก็มารออยู่แล้วแต่เชอรี่ส่งเพื่อนสาว 2 คนให้แต่งหน้ากันก่อน งานนี้คุณเพื่อนงามกันทุกคน พอเพื่อนสาว 2 คนแต่งหน้าเสร็จก็ถึงเวลาของเจ้าสาวกันแล้ว แต่งหน้าทำผมกันอยู่นานพอสมควร แต่งหน้าเสร็จก็มารอคิวของเจ้าบ่าวกันบ้าง งานนี้มีอุปสรรคกันนิดหน่อยตรงที่ชุดทักสิโด้ของพี่หมูติดอยู่ที่บ้านป๊า ทำให้ชุดเดินทางมาช้าพอสมควร เล่นเอาลุ้นกันหน้าดูว่าจะทันเวลาหรือเปล่า แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดี แต่งหน้าทำผมกันเสร็จก็ลงไปในงานกันเลย เห็นห้องจัดงานครั้งแรกขอบอกว่าจัดออกมาได้ตรงกับที่วางแผนไว้แทบทุกอย่าง รู้สึกดีมากจริง ๆ แต่ก็อยู่ชื่นชมห้องได้แป๊บเดียวก็ต้องมาเตรียมตัวรับแขกและยกน้ำชากัน พิธีต่าง ๆ ผ่านไปด้วยดี แขกก็ทยอยกันมา งานนี้แขกผู้ใหญ่ให้เกียรติเดินทางมาร่วมงานกันเยอะมาก คงต้องขอขอบคุณทุก ๆ ท่านอีกครั้ง และต้องขอขอบคุณแม่กับป๊าด้วยที่ทำให้งานในวันนั้นออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบจริง ๆ ขอบคุณเพื่อน ๆ ของน้องโจ๊กทุกคนที่มาช่วยนั่งโต๊ะรับแขกกันหลายคน ทำให้งานนี้เหมือนเป็นงานเด็กวันรุ่นมาก ๆ ขอบคุณน้องอ๋อม , น้องโอ๋ และคุณยู้ที่ช่วยรับแขกและพาแขกลงโต๊ะได้อย่างสมบูรณ์แบบมาก ๆ งานนี้โต๊ะเต็มสวยงามจริง ๆ และขอขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนที่มาร่วมงาน เป็ด ธรรมพล ที่มาเป็นพิธีกรให้ด้วย งานจบลงได้อย่างสวยงาม แขกทยอยกลับพร้อมความสุขและอิ่มอร่อย เชอรี่กับพี่หมูดีใจมากที่ได้ยินจากปากแขกหลาย ๆ คนว่าจัดงานได้ดีมาก อาหารอร่อยมาก ทำเอาเชอรี่หายเหนื่อยจริง ๆ กับการเตรียมงานล่วงหน้ากว่า 1 ปี พอจบงานเราก็เดินทางกลับบ้านกัน รอถึงเวลาฤกษ์ส่งตัวตอน 23.00 ก็ขึ้นห้องเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว แกะผมที่แสนจะแข็งและยุ่งเหยิงออก กว่าจะได้นอนคืนนั้นก็ปาเข้าไปตี 1 แล้ว และงานก็จบลงอย่างสวยงามจริง ๆ ขอบคุณทุกคนอีกครั้งนะคะ ขอบคุณมากค่ะ
    VCM_0281_1VCM_0562
     
    Cherry & Moo
    February 18

    27 เมษายน 2008 วันแต่งงานเชอรี่ค้าบบบบบบ

    ขอเชิญเพื่อน ๆ ทุกคนมาร่วมงานกันนะคะ ช่วงเช้าเชอรี่มีงานหมั้นแล้วก็รับเจ้าสาวที่บ้าน จัดเล็ก ๆ ส่วนตอนเย็นมีงานเลี้ยงฉลองสมรสที่ตึกช้างนะคะ ห้องคชาธาร ชั้น 25 อาคาร B ยังไงก็ขอเชิญด้วยนะคะ
    อยากให้มาร่วมงานกันเยอะ ๆ นะคะ
     
    Cherry

    2 ปีที่เรารักกัน

    ครบ 2 ปีแล้วที่เชอรี่กับพี่หมูรักกันมา และเหลืออีกเพียงไม่กี่วันแล้วที่เรา 2 คนจะได้แต่งงานกัน 
    อยากบอกว่าเชอรี่มีความสุขมาก ๆ ที่การกลับมาคบกันของเราคราวนี้เป็นการกลับมาที่มีค่ามากขนาดนี้
    เชอรี่สัญญาค่ะ ว่าอนาคตของเราจะต้องสดใส และมีความสุขมากขึ้น
    หนูรักพี่หมูมากนะคะ
    Cherry
    September 25

    ปีครึ่งแล้ว ขอให้เรารักกันอย่างงี้นาน ๆ นะคะ

    เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่ผ่านมา เชอรี่กับ honey ก็คบกันมาได้ 1 ปีครึ่งพอดี เวลาที่ผ่านมาเราสองคนผ่านอะไรกันมาเยอะมากๆๆ และแต่ละเรื่องที่ผ่านเข้ามาทำให้เราได้เรียนรู้กันและกันได้มากจริง ๆ เชอรี่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าตัวเชอรี่จะอดทนกับเรื่องราวอะไรได้มากมายขนาดนี้ แต่สิ่งที่ทำให้เชอรี่อดทนได้ขนาดนี้เชอรี่ขอบอกเลยว่าคือ honey คนเดียวจริง ๆ
    ยังไงก็แล้วแต่เชอรี่ขอบอกตรงนี้เลยนะคะว่า เชอรี่รัก honey นะ ขอให้เรารักกันอย่างงี้ตลอดไปนะคะ
     
    Cherry 

    Dumex กับเวลาเกือบ 1 เดือน

    และแล้วเชอรี่ก็ได้เริ่มงานที่ Dumex มาเกือบ 1 เดือนเต็มแล้ว สำหรับงานใหม่ของเชอรี่ถือว่าไม่มีปัญหาอะไรเลย  ไม่ใช่ว่าอวดฉลาดนะ แต่มันไม่มีปัญหาอะไรเลยจริง ๆ ระบบที่มีอยู่เชอรี่ก็เรียนรู้ได้เกือบจะทุกอย่างแล้ว คาดว่าอีก 3 เดือนต่อไปคงจะสามารถรู้ได้เกือบจะหมดทุกเมนูเหมือนคนอื่น ๆ แน่นอน ( 5555 ขี้โม้ไปมั๊ยเนี่ย )
    เวลาเกือบ 1 เดือน ต้องตื่นแต่เช้า เพื่อรีบออกไปขึ้นรถโรงงาน ขึ้นรถได้แล้วก็หลับอย่างเดียวเลย หลังจากมาถึงโรงงานก็กินอาหารเช้าในราคา 2 บาทขาดตัว กินข้าวเสร็จก็ทำงาน เที่ยงก็กินข้าวอีกแล้ว อาหารที่นี่ กับข้าวราคาจานละ 2 บาท ยกเว้นอาหารพิเศษจะจานละ 5 บาท ส่วนข้าวมีให้ตักฟรี น้ำมีตู้น้ำเปล่าให้กดแบบฟรี กาแฟมีเครื่องทำกาแฟสดให้ชั้นละ 1 เครื่อง น้ำตาล คอฟฟี่เมต ฟรีหมด ตักได้ไม่อั้น ( ประหยัดจริง ๆ ) เย็น 16.30 ก็เลิกงานแล้ว ขึ้นรถโรงงานกลับบ้าน ช่วงนี้ดีหน่อยไปลงแถวกิ่งแก้วแล้วรอ honey มารับกลับบ้านไปกินข้าวเย็นที่บ้านพร้อมกัน แต่ต่อไปก็คงต้องกลับเอง เพราะ honey ได้งานใหม่ที่โรงพยาบาลกรุงเทพแล้ว ยกเว้นแต่เชอรี่จะไปหา honey ที่ SCB ก็คงได้กลับพร้อมกัน
    ที่ผ่านมาถือได้ว่าการมาทำงานที่นี่ทำให้เชอรี่ประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะมาก ๆ ถ้าตั้งใจเก็บเงินดี ๆ คาดว่าเราน่าจะเก็บเงินได้เยอะดีทีเดียว 
    วันนี้ไว้เท่านี้ก่อนนะ แล้วจะมาอัพบล็อคบ่อย ๆ นะ
     
    Cherry
    August 21

    ลาก่อนนะจ๊ะเด็นโซ่

    ไม่ได้เข้ามา update blog ซะนานจนเกือบลืมไปซะแล้วว่าเราก็มี blog กับเค้าเหมือนกัน วันนี้ว่างงานก็เลยขอเข้ามา update กันซะหน่อย ตามหัวข้อที่ตั้งเอาไว้เลยจ้า คือเดือนหน้านี้เชอรี่จะได้ไปเริ่มงานที่บริษัทใหม่กันแล้วหลังจากที่เฝ้าเพียรหามานานในที่สุดก็มีที่ไปกับเค้าซะที และบริษัทใหม่ที่จะย้ายไปอยู่ก็คือบริษัท Dumex การย้ายงานคราวนี้ถือเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่เชอรี่เองก็กลัวอยู่เหมือนกัน อาจเป็นเพราะเราอยู่ที่เด็นโซ่มานานก็เป็นได้เลยทำให้ความกล้ามันหายไปเยอะ  นึก ๆ ไปแล้วก็เศร้าใจอยู่เล็ก ๆ เพราะเชอรี่เองก็ผูกพันกับที่เด็นโซ่อยู่มาก กับเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่นี่เราร่วมงานกันได้แบบสบาย ๆ ทุกคนน่ารักและเป็นเพื่อนเป็นพี่ที่ดีมาก ๆ ก็คงต้องขอขอบคุณทุก ๆ คนที่ได้รู้จักและเคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมาหลายปี หวังว่าทุก ๆ คนคงจะเป็นกำลังใจให้เชอรี่ก้าวเดินต่อไปนะจ๊ะยิ้มแฉ่ง 
    January 30

    Chiang Mai Trip 24 - 27 Dec 2006

    ในที่สุดก็ได้มา upblog กันซะที ทริปนี้เป็นที่ทริปที่สนุกมาก ๆ ทริปนึงที่เชอรี่ได้ไปเที่ยวมา และที่สำคัญทริปนี้เป็นทริปที่เชอรี่เดินทางไปกับ honey แค่ 2 คนอีกด้วย การที่เราได้ไปเที่ยวกันมันก็ทำให้เราได้ใช้ชีวิตร่วมกันมากขึ้นเหมือนกันนะ มาเริ่มเรื่องของทริปกันเลยดีกว่า จริง ๆ แล้วทริปนี้เชอรี่ชวนอ๋อมกับยู้ไปด้วยแต่ 2 คนนั้นติดปัญหานิดหน่อยเลยทำให้ไม่ได้ร่วมเดินทางไปด้วย สำหรับไฮไลท์ของทริปนี้ก็คือการเดินทางขึ้นไปนอนค้างที่ดอยอ่างขาง 1 คืนซึ่งเราคิดกันไว้ว่าจะนอนเต้นท์แต่เอาเข้าจริง ๆ ก็ไม่ไหว ขอนอนห้องพักดี ๆ แทนดีกว่า และไฮไลท์ที่สำคัญอีกอย่างก็คือการไปเที่ยวงานราชพฤกษ์ ดังนั้นเราจึงใช้เวลาทั้งหมดอยู่ที่เชียงใหม่กันตลอด 4 วัน 3 คืน เพื่อไม่ให้เป็นการเสีนเวลาเรามาเริ่มกันเลยดีกว่านะ
    24/12/2006
    เช้านี้ออกจากบ้านด้วยอารมณ์ง่วงปนดีใจที่ได้ไปเที่ยว honey นั่งแท๊กซี่มารับที่บ้านประมาณตี 5 เพราะเราจองตั๋วเครื่องบินไว้ไฟล์เช้าสุดคือ 6.15 น. มาถึงสนามบินก็ทำการเช็คอินกันตามปกติ แต่มันไม่ปกติตรงที่เราสองคนแอบไปโซนผู้สารต่างประเทศมาด้วย เลยได้ถ่ายรูปมาเป็นที่ระลึก และได้อาหารเช้ามาเป็นแฮมเบอร์เกอร์ของเบเกอร์คิงกับกาแฟดอยตุง แล้วเช้านี้เครื่องบินเราดีเลย์ไปประมาณ 1 ชั่วโมง การเดินทางทุกอย่างปลอดภัยดีจนมาถึงเชียงใหม่กันประมาณเกือบ 9 โมง หลังจากรับกระเป๋าเรียบร้อยเราก็นั่งแท๊กซี่สนามบินมาเข้าที่พักสำหรับคืนแรกกันที่ที่ธาดากรคอร์ท ซึ่งเป็น service apartment เปิดใหม่ ราคาห้องก็ไม่แพงมากด้วย แถมห้องก็ใหม่แล้วก็สะอาดดีเลยหล่ะ หลังจากเก็บของ นอนพัก กันเรียบร้อยดีแล้วเราก็ออกเดินทางเข้ามากันที่ประตูท่าแพเพื่อหารถเช่าไว้ใช้กันในช่วงที่อยู่เชียงใหม่แล้วก็ใช้ขับขึ้นดอยอ่างขางกันด้วย เรา 2 คนตกลงที่จะเช่ารถ honda city zx ป้ายแดงมาในราคา 1400 บาท/วัน แต่เราต้องมารับรถกันตอน 2 ทุ่ม ช่วงนี้เราก็เลยเช่ามอไซต์มาขี่เที่ยวกันก่อน พอได้มอไซต์มาเราก็ออกเดินทางไปกินข้าวกลางวันกันที่ร้านข้าวซอยที่อยู่ตรงด้านหลังไนท์บาซาร์ กินข้าวซอยกันเสร็จก็วนมากินกาแฟ starbuck แล้วก็สรุปกันว่าเราจะขี่มอไซต์ไปไหว้พระกันที่วัดเจ็ดยอดเสร็จแล้วเราจะไปไหว้พระกันต่อที่วัดพระสิงห์แล้วก็จะไปปิดท้ายกันด้วยการเดินถนนคนเดิน ตอนแรกที่ไปวัดเจ็ดยอดเรา 2 คนไม่รู้เลยว่าวัดนี้มีความสำคัญอะไรบ้างแต่พอมาถึงเราก็เลยรู้สึกดีมากขึ้นเพราะวัดเจ็ดยอดถือเป็นวัดประจำคนเกิดปีมะเส็ง งานนี้ก็เลยโชคดีไปที่เราตัดสินใจมาไหว้พระที่วัดนี้ ส่วนวัดพระสิงห์เป็นวัดประจำของคนเกิดปีมะโรง หลังจากที่ได้ไหว้พระทำบุญกันแล้วคราวนี้ก็มาถึงการเดินดูของกันบ้าง เรา 2 คนเริ่มออกเดินกันตั้งแต่ยังไม่มืดมากซึ่งช่วงแรกคนยังน้อยอยู่แต่มาช่วงหลัง ๆ คนเยอะมาก ๆ จนเราเริ่มสู้ไม่ไหวเลยขอถอยทัพออกมารับรถที่เช่าไว้ หลังจากเป็นปลื้มกับรถเช่าป้ายแดงแล้วเราก็แวะไปกินข้าวเย็นที่ร้านดังของเมืองเชียงใหม่ คือร้าน the good view กินข้าวเสร็จก็รีบกลับห้องพัก เตรียมตัวเดินทางขึ้นดอยวันพรุ่งนี้กัน
    25/12/2006
    ตื่นนอนกันมาแต่เช้าเพราะวันนี้เราจะต้องเดินทางขึ้นดอยอ่างขางกัน ก่อนขึ้นดอยเราก็ไปแวะซื้อของกินติดรถกันนิดหน่อยที่กาดสันป่าข่อย เสร็จแล้วก็ไปซื้อของกันอีกนิดหน่อยที่ห้างคาร์ฟูร์ หลังจากนั้นก็เริ่มออกเดินทางกันเลย เรา 2 คนตัดสินใจขับรถขึ้นดอยโดยใช้ทางอ้อมหน่อยแต่ไม่ค่อยชันซึ่งทางค่อนข้างเล็กและไม่ค่อยมีรถวิ่งเท่าไหร่ งานนี้กว่าจะถึงยอดดอยอ่างขางเราใช้เวลากันถึง 3 ชั่วโมงเศษ ๆ กันเลย แต่พอลงจากรถเราก็รู้สึกหายเหนื่อยกันเลยเพราะอากาศบนนั้นหนาวได้ใจเลย เรา 2 คนก็เลยตัดสินใจไม่นอนเต้นท์ งานนี้ก็เลยต้องเดินหาห้องพักกันแต่ดีหน่อยที่เราหาแค่ 2 ที่เราก็ได้ห้องมาในราคา 2000 บาท ห้องขนาดใหญ่มาก นอนกันได้ 5 - 6 คนเลยแต่เรานอนกันแค่ 2 คน ห้องน้ำที่นี่มีน้ำอุ่นให้อาบ เครื่องทำน้ำอุ่นเป็นเครื่องแบบหม้อต้มโดยใช้แก๊ส งานนี้ก็เลยได้น้ำร้อนสมใจแต่ถึงยังไงก็ยังหนาวอยู่ดี เพราะอากาศข้างนอกตอนเย็น ๆ ก็เริ่มลดลงเรื่อย ๆ แล้ว หลังจากเข้าห้องพักแล้วเราก็ออกมาเที่ยวที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง งานนี้ด้วยความขี้เกียจเดินก็เลยเช่าจักรยานมาขี่กันคนละคันสุดท้ายเราก็ต้องเดินลากจักรยานกันซะหลายจุดเลย ที่สถานีเกษตรหลวงเราก็ไปแวะถ่ายรูป กินขนมกินกาแฟกันนิดหน่อยแล้วก็ต้องรีบออกมาเพราะเข้าไปตอนเย็นกันแล้ว กลับออกจากสถานีเกษตร เราก็กลับห้องไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ารอเวลาลงมากินข้าว แล้วก็ลอยโคม แต่เกิดการกะเวลาผิดพลาดก็เลยทำให้ตอนที่เราลงมาร้านค้าต่าง ๆ เค้าเก็บกันหมดแล้ว คืนนี้มื้อเย็นเลยต้องกินมาม่าคัพกันไป แต่เราก็ยังยิ้มได้อยู่นะเพราะเราได้ลอยโคมด้วย งานนี้อุตส่าห์ซื้อโคมมาจากถนนคนเดินในเมืองเชียงใหม่ขืนไม่ได้ลอยต้องมีเคืองกันแน่ ๆ เลย วันนี้จบทริปลงด้วยความหนาวเย็น คืนนี้เรา 2 คนก็ขอมุดอยู่ใต้ผ้าห่มอย่างหนาแถมเสื้อผ้าอย่างหนาอีกต่างหาก
    26/12/2006
    วันนี้ตื่นเช้าอีกแล้วเพราะ honey อยากออกไปดูพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอก  แต่เรา 2 คนไม่ได้ไปดูที่จุดที่คนอื่นเค้าไปกันเราก็เลยได้ความเป็นส่วนตัวกันค่อนข้างมากเลยทีเดียว เราแวะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกันบริเวณจุดกางเต้นท์ที่ตอนแรกเราว่าจะไปพักกัน ตรงบริเวณนั้นคนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะว่าวิวตรงนั้นคงสวยสู้จุดชมวิวข้างบนไม่ได้ แต่สำหรับเชอรี่แล้ววิวตรงนั้นสวยมาก ๆ เลยหล่ะเพราะเรามีคนที่พิเศษที่สุดไปอยู่ข้าง ๆ ด้วย กลับจากถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นแล้วเราก็กลับมากินข้าวเช้ากันเสร็จแล้วก็เริ่มเก็บของเตรียมกลับเข้าเมืองเชียงใหม่กัน ทางขากลับเราจะใช้อีกทางที่เป็นทางชัน ซึ่งบอกตรง ๆ ว่าชันมาก ๆ โค้งหักศอกก็หักศอกกันสุด ๆ งานนี้นั่งลุ้นกันจนเหนื่อยกว่าจะลงมาได้ กว่าเราจะเข้าตัวเมืองเชียงใหม่ก็บ่ายมากแล้วเราก็เลยแวะไปกินขนมกันที่ร้าน love at first bite ที่ตอนนี้กำลังดังมาก ๆ ที่เชียงใหม่ ขนมก็อร่อยดีนะ ร้านก็บรรยากาศดี กินกันอิ่มดีแล้วเราก็มาเช็คอินกันที่โรงแรมอโมราท่าแพกัน โรงแรมนี้เชอรี่จองผ่านทาง web octopus ในราคา 1600 บาท เป็นห้องดีลักซ์แต่ตอนที่เราไปเช็คอิน ห้องเต็มทางโรงแรมก็เลยอัพเกรดห้องให้เป็นห้องสูทงานนี้เชอรี่ก็เลย happy ดี๊ด๊ามีความสุข พอเข้าห้องพักก็พักเหนื่อยอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ากันใหม่เพราะเมื่อช่วงเช้าอยู่บนดอยอาบน้ำกันไม่ได้เลยเพราะหนาวมากๆๆๆๆ อาบน้ำกันแล้วก็มาเตรียมตัวออกเดินทางไปเที่ยวงานราชพฤกษ์กัน เราไปจอดรถกันไว้ที่ที่จอดรถแถว ๆ หน้าทางเข้างานแล้วนั่งรถสองแถวต่อเข้าไปอีกที ในงานช่วงที่ไปอากาศดีมาก ๆ ไม่ร้อนเลย อาจเป็นเพราะเราไปตอนเย็นแล้วก็เป็นได้ แต่เราก็ไม่ได้เดินจนทั่วงานนะ เราเลือกเดินเฉพาะจุดไฮไลท์ของงานอย่างสวนของเนเธอร์แลนด์ แล้วก็รอดูขบวนพาเรดตอนปิดงานแค่นั้น ออกจากงานราชพฤกษ์เราไปกินข้าวต้มกันที่ร้านแดง ซึ่งหลงทางกันไปหลายรอบกว่าจะหาร้านเจอ ปิดท้ายคืนนี้ด้วย hotdog ร้าน mike's ที่อยู่แถว ๆ โรงแรม งานนี้ honey ชิมไปคนเดียวเพราะเชอรี่ไม่ไหวแล้วจ้า....
    27/12/2006
    วันนี้ตื่นนอนมาสายหน่อยเพราะไม่มีโปรแกรมไปเที่ยวไหน และตอนเช้าก็มีอาหารเช้ากินที่โรงแรมอยู่แล้ว หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จเราก็ตกลงกันว่าเราจะออกไปซื้อของฝากกันที่กาดต้นพยอม หลังจากซื้อของเสร็จแล้วเราก็กลับมาโรงแรมอาบน้ำเก็บของเตรียมตัวกลับบ้านกัน เช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรมเราไปกินอาหารกลางวันเป็นบุฟเฟห์ติ่มซำที่โรงแรมเชียงใหม่ออร์คิด บอกตรง ๆ ว่าอิ่มกันมากกกกก กินกันเสร็จแล้วเราก็ออกไปเที่ยวที่สวนสัตว์เชียงใหม่กัน เชอรี่ได้ไปดูช่วงช่วงกับหลินฮุ่ยแล้วก็โคอาล่ามาด้วย ออกจากสวนสัตว์เชียงใหม่เราก็ตรงไปสนามบินกันเลยเพราะเรานัดให้บริษัทรถเช่ามารับรถคืนที่สนามบิน หลังจากถึงสนามบินเช็คอินเรียบร้อย เจ้าหน้าที่เค้าก็มารับรถคืน ช่างสะดวกสบายดีเหลือเกินแต่เราก็ต้องมาโชคร้ายเพราะเครื่องบินของเราดีเลย์ไปประมาณ 2 - 3 ชั่วโมงเลยแต่เราก็กลับมาถึงกรุงเทพกันอย่างปลอดภัยดี
     
    ทริปเชียงใหม่คราวนี้เชอรี่ตั้งงบไว้ประมาณคนละ 10000 แต่งานนี้ใช้ไปประมาณคนละประมาณ 12000 ก็ถือว่าเกินงบมาไม่มากเพราะเรามีค่าที่พักบนดอยอ่างขางที่ไม่ได้แพลนไว้กับค่าเช่ารถที่เกินมา 1 วันซึ่งถ้าไม่รวม 2 อย่างนี้ก็ถือว่าทริปคราวนี้ไม่มีเกินงบประมาณที่ตั้งไว้  แต่ที่สำคัญก็คือทริปนี้เป็นทริปไปเที่ยวหลายวันครั้งแรกที่เชอรี่ได้ไปกับ honey แค่ 2 คน เชอรี่ดีใจมากแล้วก็สนุกมากๆๆ ถ้าเป็นไปได้เชอรี่ก็อยากให้เราไปเที่ยวกันแบบนี้อีกนะคะ
     
    ก่อนจบก็ไม่มีอะไรมาก แค่อยากบอกว่า เชอรี่รัก honey ที่สุดเลยนะคะ
     
    Cherry
     
    December 14

    เพิ่งรู้ว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด

            วันนี้ว่างและเบื่อก็เลยกลับเข้ามา up blog อีกครั้ง เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าเริ่มด้วยเหตุผลที่ตั้งชื่อ blog ของครั้งนี้ไว้ว่า เพิ่งรู้ว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด ก็เพราะว่าช่วงหลายวันที่ผ่านเชอรี่ได้รับความรู้สึกแบบนี้หลายครั้งมาก อาจเป็นเพราะช่วงนี้เชอรี่ต้องทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่มันทำให้เราต้องทำอะไรที่แตกต่างไปจากเดิมและเป็นสิ่งที่เราไม่เคยคิดจะทำมาก่อนก็เป็นไปได้ อย่างเช่น เรื่องของการซื้อบ้าน หรือการซื้อรถเป็นของตัวเอง ด้วยความที่เชอรี่ไม่เคยต้องคิดถึงเรื่องแบบนี้มาก่อน พอต้องมาคิดเรื่องพวกนี้ก็ทำให้เราเกิดการวาดฝันซะสวยหรูเพราะคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องยาก แต่พอเอาเข้าจริง ๆ เราก็ได้รับบทเรียนที่สำคัญมาจากการตัดสินใจผิดพลาดกันหลายครั้งเลยทีเดียว อย่างเช่นเราต้องเสียเงินค่าจองรถไปฟรี ๆ ถึง 6,000 บาท จากการตัดสินใจเร็วไป งานนี้ก็เลยทำให้เกิดอาการเครียดกันไปเล็กน้อย ส่วนเรื่องบ้านด้วยความที่เราเริ่มต้นไปดูหมู่บ้านที่สวยมาก ๆๆ ก่อนเป็นที่แรกก็เลยทำให้การไปดูหมู่บ้านอื่นมันไม่ค่อยอยากไปเท่าไหร่ แต่งานนี้ด้วยความที่พลาดเรื่องรถไปแล้วเราก็เลยมีการพาผู้ใหญ่ไปช่วยดูบ้านด้วย ก็เลยมีคนคอยเตือนเรื่องอื่น ๆ ด้วย เลยทำให้ยังไม่ต้องเสียตังค์ค่าจองฟรีกันไปก่อน
    ช่วงนี้เชอรี่กับหวานใจก็อยู่ในช่วงเก็บตังค์กันอย่างแรง เพราะราคาบ้านมันไม่ใช่น้อย ๆ ได้ยินราคาแล้วรู้สึกใจหายเล็ก ๆ เพราะทำให้เรารู้เลยว่าการที่เราไม่มีเงินเก็บเลยมันจะมาลำบากกันตอนไหน เฮ้ออออออ คิดแล้วก็ทำให้เครียด รู้งี้เชื่อคำพ่อแม่ไว้ดีกว่า ตอนนี้ก็เลยพยายามทำตัวเป็นเด็กดี ประหยัดตังค์เอาไว้ ท่าทางกลับมากจากเชียงใหม่คราวนี้ เราคงต้องสงบเงี่ยมกันไว้ให้มากเลยทีเดียว แต่เพื่ออนาคตยังไงเราต้องสู้ๆๆๆๆๆ ใช่มั๊ยจ๊ะเพื่อน ๆ  
    บ้านที่เชอรี่ไปดูมา ขอบอกว่าสวยมากๆๆๆ เชอรี่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยนะว่าในชีวิตนี้จะได้มีโอกาสมีบ้านเป็นของตัวเอง งานนี้ต้องขอขอบคุณคุณหวานใจที่ทำให้เชอรี่ได้เรื่องบ้านเข้ามาในชีวิต
     
    วันนี้ขอพอแค่นี้ก่อนแล้วกันนะ ไว้จะหาเรื่องมาเขียนให้อ่านกันใหม่นะจ๊ะ
    Cherry
     
     
     
    November 27

    Pattaya Trip on 25 - 26 Nov 2006

    สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เชอรี่มีโอกาสไปเที่ยวพัทยามาอีกแล้วจ้า ไปคราวนี้ก็ไปกับสุดที่รัก และอ๋อมกับยู้อีกเช่นเดิม จริง ๆ แล้วพวกเรา plan กันไว้ทีแรกว่าจะไปเที่ยวเกาะช้างกันแต่ด้วยเวลาที่ไม่อำนวยเพราะมันแค่ 2 วัน 1 คืน และหาที่พักไม่ได้ ก็เลยทำให้พวกเราเปลี่ยนใจมาเที่ยวใกล้ ๆ กรุงเทพ และ ระยองแทน เพื่อให้ไม่ต้องเหนื่อยกับการเดินทางมากเกินไป เชอรี่ออกเดินทางจากกรุงเทพไปตั้งแต่คืนวันศุกร์ เลิกงานตอน 5 โมงเย็นแล้วก็ไปจัดการจ่ายหนี้จ่ายสินทีซีคอนด้วยและก็ถือโอกาสรอสุดที่รักเลิกงานไปด้วยในตัว ประมาณเกือบทุ่มสุดที่รักก็มาถึงซีคอน เราไปหาอะไรกินกันก่อนเดินทางที่ร้านเย็นตาโฟเครื่องทรง กินกันเสร็จก็ไปแวะซื้อกาแฟที่ starbuck ร้านโปรดของเชอรี่เอง กินกาแฟกันไปคนละแก้ว โดยไม่ได้คิดถึงเลยว่าเวลาในตอนนั้นมัน 2 ทุ่มกว่า ๆ เข้าไปแล้ว ซื้อกาแฟเรียบร้อยก็ได้เวลาออกเดินทางกันซะที งานนี้เชอรี่เลือกที่จะไปทางถนนบางนา-ตราด เพราะขี้เกียจอ้อมไปทางมอเตอร์เวย์ เดี๋ยวนี้การเดินทางไปพัทยาทางถนนบางนา-ตราด สุดแสนจะสะดวกสบายเสียเหลือเกิน อาจจะเป็นเพราะเราเดินทางกันตอนมืดแล้วด้วย แต่เท่าที่สังเกตุดู รถก็ไม่เยอะเท่าไหร่ แถมยังมีทางยกระดับที่ขับยาวไปเรื่อยมาลงอีกทีก็เข้าตัวเมืองชลบุรีแล้ว ช่างรวดเร็วเสียเหลือเกิน แต่การเดินทางทางนี้ก็จะมาเสียเวลาเวลาขับรถผ่านตัวเมืองชลบุรีแทนเพราะจะมีปัญหาพวกสัญญาณไฟค่อนข้างเยอะ แต่เราก็มาถึงพัทยาได้โดยใช้เวลาไม่ต่างจากทางมอเตอร์เวย์เท่าไหร่ พอมาถึงพัทยาเราก็ต้องมาหาที่พักกันเพราะเชอรี่จองห้องไว้เฉพาะคืนวันเสาร์ เพราะตอนแรกยังไม่แน่ใจสุดที่รักจะเลิกงานกี่โมง การไปหาที่พักเอาในช่วงเวลากลางคืนมันช่างน่าหงุดหงิดใจเสียเหลือเกิน เพราะเราจะมีอารมณ์ทั้งเหนื่อย ทั้งง่วงเข้ามาปน ทำให้เกิดความหงุดหงิดเข้ามาแทรกในใจ ก็เลยทำให้เชอรี่กับสุดที่รักมีงอนกันเล็กน้อย แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี เราหาที่พักกันได้ที่โรงแรมแกรด์ โชเล่ ตรงเส้นพัทยาสาย 2 ห้องพักเป็นห้องดีลักซ์ในราคา 1800 บาท ราคาค่อนข้างสูงแต่ก็ได้ห้องใหญ่โตโอ่อ่าดีทีเดียว แล้วเราก็ได้เข้านอนกันตอนตี 1 กว่า ๆ ตื่นมาอีกทีก็ 8 โมงกว่าเข้าไปแล้ว เราลงไปกินอาหารเช้ากันรอคุณอ๋อมกับคุณยู้ อาหารเช้าก็ธรรมดาไม่มีอะไรเลิศหรูมากตามสไตล์อาหารเช้าของโรงแรมในพัทยาทั่ว ๆ ไป อ๋อมกับยู้มาถึงพัทยาเกือบ 10 โมงได้ เราเลย check out ออกจากโรงแรมแล้วนัดไปเจออ๋อมกับยู้ที่ outlet mall พวกเราไป shopping กันที่ outlet กันอีกพักใหญ่ เชอรี่ซื้อเสื้อผ้าให้สุดที่รักไป 1 ชุด ใส่แล้วแสนจะดูดี ( ชมด้วยความจริงใจนะเนี่ย ) หลังจากออกจาก outlet เราก็เดินทางไป check in เข้าที่พักกันที่โรงแรมใบหยก พัทยา บอกตรง ๆ ว่าไม่มีความประทับใจในที่พักเอาซะเลย เพราะเชอรี่จองห้องไปเป็นห้องเตียงใหญ่ทั้ง 2 ห้องแต่ทางโรงแรมดันเปิดห้องเป็นห้องเตียงคู่มา 1 ห้อง ห้องเตียงเดี่ยว 1 ห้อง พอโทร.ลงไปแจ้งก็บอกต้องรอห้องอีกนาน เชอรี่ก็เลยตัดรำคาญให้เค้ามาชิดเตียงให้แทน เตียงนอนก็นิ่มซะจนนอนแล้วปวดหลังกันเลยทีเดียว อาหารก็มีดีอยู่แค่อย่างเดียว ก็ขอเตือนไว้เลยแล้วกันถ้าใครคิดจะไปพักที่นี่ก็ขอให้เปลี่ยนใจไปพักที่อื่นแทนแล้วกันนะ มาเรื่องของเราต่อดีกว่า  กลังจาก check in เป็นที่เรียบร้อยแล้วเราก็ออกไปกินส้มตำกันที่ร้านส้มตำป้าประไพ ที่ใคร ๆ ว่าอร่อยนักอร่อยหนา แต่หลังจากได้ไปลองกินดูแล้ว เชอรี่ว่าก็โอเคนะแต่ไม่ได้ถึงขั้นอร่อยแบบกินแล้วปิ๊งมากมายอะไร หลังจากกินส้มตำกันแล้วเราก็ไปเดินเล่นกันที่ Royal Plaza ห้างที่มาพัทยาแล้วต้องได้มาเดินซะทุกที มาคราวนี้เราได้ไปนั่งชมวิวพระอาทิตย์ตก จิบกาแฟ starbuck ร้านโปรดไปด้วย ช่างมีความสุขเสียเหลือเกิน หลังจากกินกาแฟ กินขนมกันแล้วเราก็กลับโรงแรมไปพักผ่อน อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมไปตระเวนราตรีกัน นัดเจอกันตอน 21.30 น. ตอนแรกพวกเราตกลงกันว่าจะไปเที่ยวก่อนแล้วค่อยกลับออกมากินข้าวต้มกันแต่แล้วความหิวก็ทำให้เราทนกันไม่ได้ พวกเราก็เลยแวะไปกินข้ามต้มกันที่ร้านผักบุ้งลอยฟ้า ขอบอกว่าอาหารมื้อนี้อร่อยที่สุดแล้วในทริปคราวนี้ พวกเราไปกัน 4 คนแต่กินกันกระจาย ไม่รู้กินกันเข้าไปได้ไง หลังจากินกันจนอิ่มแล้วเราก็เลยไปเที่ยวกันต่อที่ เอ็กซ์ไซต์ ก็ไม่มีอะไรกันมาก ไปนั่งฟังเพลงดูโชว์แบบพัทยา ๆ ก็ขำ ๆ ดี ได้เห็นฝรั่งพาเมียเช่ามาเที่ยว มีหนังสดให้ดูบ้างเป็นระยะ ได้ดูน้อง ๆ coyoty เต้นให้ดูแบบใกล้ชิด ทำเอา 2 หนุ่มของเรามองกันตาไม่กระพริบ เราก็เลยตัดสินใจกลับกันตอนเกือบตี 1 วันต่อมาก็ไม่มีอะไรมากตื่นมาตอนเกือบ 10 โมงรีบลงไปกินอาหารเช้ากันสุดฤทธิ์ เพราะกลัวเสียสิทธิ์กัน ไหน ๆ ก็จ่ายตังค์ไปแล้ว กินอาหารเช้าเสร็จก็ check out ออกจากโรงแรมกันแล้วก็ออกเดินทางไปไหว้กรมหลวงชุมพรกันที่จุดชมวิวบนเขา อากาศร้อนมาก แสงแดดก็แผดเผาเอาซะแทบเกรียมกันเลยทีเดียว ออกจากจุดชมวิวพวกเราก็ออกเดินทางไปเที่ยวกันที่สวนเสือศรีราชากันต่อ ที่สวนเสือศรีราชาเชอรี่เคยไปมาแล้ว 2 ครั้งแต่ด้วยความที่เพื่อน ๆ ไม่เคยไปก็เลยลองไปกันดู โชว์ทุกอย่างก็เหมือนเดิมไม่ได้เปลี่ยนไป ก็สนุกดี แต่ถ้าอากาศเย็นกว่านี้อีกหน่อยจะดีมากเลยทีเดียว เชอรี่แยกกับยู้และอ๋อมที่สวนเสือ ยู้กับอ๋อมตีรถกลับระยองเลย ส่วนเชอรี่กับสุดที่รักก็เดินทางมาที่หนองมนกันก่อน มาแวะซื้อของฝากกันเล็กน้อย ตอนแรกคิดกันไว้ว่าจะไปกินข้าวกันที่เขาสามมุขแต่ด้วยความขี้เกียจเราก็หาร้านกินกันที่หนองมน โดยเลือกกินที่ร้านจรินทร์ ที่ขายหอยจ้อขึ้นชื่อของหนองมน อาหารก็ธรรมดานะ สั่งไป 3 อย่าง น้ำ 2 ขวด น้ำแข็ง 1 ถัง หมดไป 600 บาท ช่างแพงเสียเหลือเกิน ก็เลยเป็นเหตุผลให้เชอรี่รู้ว่าทำไมไม่มีใครกินร้านเค้าเลย เชอรี่กลับออกจากหนองมนเอาเกือบ 18.30 น. ก็ plan ไว้ว่าจะกลับทางบางนา-ตราดเหมือนเดิมแต่รถก็ติดมากเลยทำให้เราต้องหนีไปวิ่งทางมอเตอร์เวย์แทน แต่ก็สบายดีนะเพราะรถสามารถวิ่งทำความเร็วมาได้ตลอดทางจนเชอรี่กลับมาถึงบ้านได้ตอนประมาณ 20.00 น. ทริปนี้จบลงแบบสนุกสนานและเหนื่อยดีจริง ๆ ตอนนี้เชอรี่คงขอพักซักเดือนเพราะทริปหน้าเชอรี่จะไปเที่ยวเชียงใหม่กับสุดที่รักกัน 2 คน ไว้จะมาเล่าให้ฟังอีกทีนะ วันนี้ไปก่อนแล้วกันนะจ๊ะ
     
    Cherry
     
    October 24

    Happy Birth Day nakaaaa Honey....

    ก่อนอื่นต้องขอ Happy Birth Day ย้อนหลังให้คุณหวานใจที่น่ารักก่อน (19 ตุลาคม 2006 ) มีความสุขมาก ๆ นะคะ  อ้อ...แล้วก็อย่าลืมรักเชอรี่ให้มาก ๆ เหมือนกันด้วยนะคะ...
    วันนี้มีโอกาสเอารูปที่ไปถ่ายมาเมื่อวานมา up ให้ดูกัน เนื่องจากเมื่อวานเชอรี่หนีงานไปเที่ยวกับคุณหวานใจมานั่นเอง รูปส่วนใหญ่ก็เลยมีแต่รูปคู่แบบถ่ายกันเอง น่ารักมั่งไม่น่ารักมั่งปนกันไป เมื่อวานช่วงเช้าไปนอนอืดอยู่ที่บ้านคุณหวานใจ ช่วงสาย ๆ ก็เลยเข้า net ไปจองตั๋วหนังเรื่อง stormbreaker ที่เซ็นทรัลลาดพร้าวรอบ 13.30 ไว้ แต่ปรากฏว่าเรา 2 คนก็เอื่อยเฉื่อยกันกว่าจะออกจากบ้านก็บ่ายโมงเข้าไปแล้ว ก็เลยต้องเกิดอาการรีบเร่งเดินทางกันดีที่รถไม่ติด ไปถึงที่เซ็นทรัลขึ้นไปรับบัตรกันตอน 13.50 รีบวิ่งเข้าโรงหนังกันแบบไม่มองหน้าใคร พอเข้าโรงหนังไปนึกว่าคนจะไม่เยอะที่ไหนได้คนเพียบเลย แถมที่นั่งที่เราจองไว้ก็ดันอยู่ซะตรงกลางอีกต่างหาก งานนี้ก็เลยต้องทำหน้าหนา ๆ ก้มหน้าก้มตาขอโทษคนอื่นแล้วเดินเข้าที่นั่งกันอย่างว่องไว (ขอโทษค้าบบบบ ต่อไปจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้วค้าบบบบ ) หนังก็สนุกดีนะ action แบบหนังอังกฤษก็เลยจะออกแนวผู้ดีนิดนึง จะไม่บู๊ล้างผลาญเหมือนหนังอเมริกัน ถ้าใครสนใจก็ไปดูได้นะจ๊ะ 
    พอดูหนังจบก็ไปกินข้าวกัน จากนั้นก็มาตัดสินใจกันว่าจะไปไหนกันต่อ เพราะจริง ๆ แล้วเชอรี่มี plan จะไปเดินงาน homepro expo กันแต่กว่าหนังจะเลิกออกมา กว่าจะกินข้าวเสร็จก็ปาเข้าไป 4 โมงกว่า ๆ จะ 5 โมงแล้ว เราก็เลยตัดสินใจไม่ไปงาน Homepro Expo แต่เราจะเดินทางไปถนนอักษะแทน (ตอนนี้เค้าเปลี่ยนชื่อเป็นถนนอุทยานแล้วนะจ๊ะ ) การเดินทางเมื่อวานขอบอกเลยว่าสบายมาก ๆ ไม่มีรถติดให้หงุดหงิดใจกันเลย ขับไปกันเรื่อย ๆ จากเซ็นทรัลลาดพร้าว ขึ้นทางด่วนไปลงยมราช จากนั้นก็ไปข้ามสะพานพระราม 8 ไปลงอีกทีก็แถว ๆ พุทธมณฑลแล้ว สะดวกมาก ๆ ซึ่งเราไปถึงแถวนั้นแค่ประมาณเกือบ ๆ 6 โมงเย็น เราก็เลยขับรถเข้าไปแวะไหว้พระกันที่พุทธมณฑลก่อน บรรยากาศที่พุทธมณฑลตอนเย็น ๆ อากาศดีมาก มีคนมาออกกำลังกาย นั่งชมวิวกันเยอะมาก บางบ้านก็พาลูก ๆ มาขี่จักรยานเล่นกัน น่าสนุกดีมากๆ เลย พอออกจากพุทธมณฑลก็มาร้านนั่งกินข้าวกันแถวถนนอุทยาน เราเลือกร้านชื่อว่าพริบพันดาว บรรยากาศดีนะแต่ถ้าอาหารอร่อยกว่านี้ แล้วก็พวกยุงหรือว่าแมลงน้อยกว่านี้ จะดีมาก ๆ เพราะยุงและแมลงที่เยอะมาก ๆ ก็เลยทำให้นั่งกันได้แป๊บเดียวเชอรี่ก็เลยชวนคุณหวานใจไปร้านมนต์นมสด ด้วยสาเหตุที่ว่าคราวที่แล้วที่ไปกินตอนวันเกิดที่คุณอุ้มเลี้ยง คุณหวานใจไม่ได้กิน แถมไปเล่าให้คุณแม่ฟังคุณแม่ก็บ่นว่าทำไมไม่ซื้อขนมปังมาฝาก เรา 2 คนก็เลยกะว่าจะไปซื้อขนมปังไปฝากคุณแม่ แต่พอไปถึงก็หน้าแตกกันอีกรอบ ร้านปิดค่ะ เศร้าใจมาก ๆ ต้องวนรถกลับบ้านกันอย่างเซ็ง ๆ คุณแม่ก็อดกินไปอีกรอบนึง
    ส่วนวันนี้เป็นวันเกิดน้องชายที่น่ารักมากกกกกของเชอรี่ ก็ไม่มีอะไรมากขอให้คุณน้องชายเป็นเด็กดี กินเหล้าให้น้อยลงนิดนึงก็แล้วกันนะ ยังเด็กอยู่ เดี๋ยวจะแก่ก่อนวัยอันสมควร...
     
    Cherry
    October 17

    Happy Birth Day Party

    และแล้วก็ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับงานเลี้ยงวันเกิดที่เจ้าภาพร่วมกันถึง 3 คน (น้องโอ๋ , น้องอุ้ม และหวานใจของเชอรี่เอง) ถึงแม้ว่าตอนไปจะกระท่อนกระแท่นกันเรื่องเวลาเล็กน้อยแต่งานก็ผ่านพ้นไปได้ด้วดี ตามที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่าเชอรี่หาร้านสำหรับงานเลี้ยงไว้ที่สยามสแควร์ ซอย 2 ชื่อร้านคือ ไอดินกลิ่นครก เป็นร้านขายอาหารอีสานและมีห้องคาราโอแกะด้วย ก่อนที่จะไปที่ร้านพวกเรานัดเจอกันที่สยามพารากอนก่อนเพราะเชอรี่ตั้งใจว่าจะไปซื้อขนมเค้กที่ร้าน Le Norte และก็ได้ขนมเค้กมาสมใจอยากถึง 5 ชิ้นด้วยกันในราคา 550 บาท แถมด้วยขนมเค้กน่ารัก ๆ ลายน้อง kitty อีก 1 ปอร์นในราคา 400 บาท ที่ซื้อไปเยอะขนาดนี้ก็กลัวว่าจะกินกันไม่หมดเหมือนกันนะ แต่ก็พอรู้อยู่ว่าพวกเราคงไม่ปล่อยให้ของอร่อยวางเหลืออยู่ตรงหน้าได้ก็เลยวางใจซื้อมา และแล้วก็ไม่ผิดหวังเพราะของแพงโดนรุมจนหมด ส่วนน้อง kitty ก็โดนตัดชิมไปเล็กน้อย ส่วนที่เหลือก็ยกกลับบ้านไปคาดว่าป่านนี้คงหมดไปแล้ว หลังจากซื้อขนมเรียบร้อย บรรดาพลพรรคก็มาครบกันอย่างพร้อมเพรียง พวกเราก็ตรงไปที่ร้านทันที ไปถึงที่ร้านขึ้นไปที่ห้องคาราโอเกะ พวกเราโชคดีมากที่ไปถึงมีห้องว่างอยู่พอดีคือห้องเล็กสำหรับ 6 คน 1 ห้องกับห้องใหญ่นั่งได้ 20 คนอีก 1 ห้อง เชอรี่ก็เลยตัดสินใจเลือกห้องใหญ่ ห้องก็ใหญ่ดีนะ นั่งกันได้สบายแถมแอร์เย็นจนหนาวอีกต่างหาก อาหารก็สั่งกันแบบไม่ยั้งอีกตามเคยแต่ก็กินกันได้หมดเกือบทุกอย่าง หลังจากกินข้าวนั่งร้องเพลงเก่า ๆ เข้ากับยุคของเราแล้ว พวกเราก็ย้ายไปร้านมนต์นมสดกันต่อ เพราน้องอุ้มเป็นเจ้าภาพมื้อนี้ แต่เพื่อน ๆ ก็กินได้ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะเริ่มอิ่มกันแล้ว จากนั้นเราก็ไปเที่ยวตรอกข้าวสารกันต่อ แต่ด้วยเวลาที่ไปกันเริ่มดึกแล้วร้านขายของก็เลยเริ่มเก็บกันแล้ว แถมเข้าไปในเดอะคลับ ก็ไม่มีที่นั่งอีกพวกเราก็เลยสลายตัวกันที่ตรอกข้าวสาร แยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมันกันด้วยอาการเริ่มง่วงกัน 
    งานวันเกิดปีนี้ก็เป็นอีกครั้งที่สนุกสนานได้ใจ ของขวัญวันเกิดของน้องโอ๋กับน้องอุ้มเชอรี่ไปตามเก็บซื้อมาให้ย้อนหลังนะจ๊ะ เพราะวันนั้นเชอรี่ไปถึงพารากอนช้าก็เลยยังไม่ได้แว่บไปซื้อให้ ส่วนของขวัญที่เชอรี่ให้คุณหวานใจไปเป็นอะไรเพื่อน ๆ คงรู้กันแล้ว หวังว่าคงไม่ว่ากันนะ เพราะมันเป็นสิ่งที่คุณหวานใจเค้าขอมา เชอรี่ก็เลยปฎิเสธไม่ได้จริง ๆ
    หวังว่าเพื่อน ๆ ทุกคนคงจะสนุกกับงานที่ผ่านมานะจ๊ะ แล้วเชอรี่จะพยายามหาเวลานัดเจอกันแบบนี้บ่อย ๆ
     
    Cherry
    October 12

    กลับมา update กันหน่อยดีกว่า

    ห่างหายไปจากการ upblog ซะหลายเดือนเลย.... จริง ๆ แล้วก็ไม่มีอะไรหรอกแค่ความขี้เกียจเข้าครอบงำเท่านั้นเอง วันนี้เกิดว่างงานเกรงว่าจะหลับไปซะก่อนก็เลยขอเข้ามา update เล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ให้ blog ล้าหลังกว่าเพื่อนซักหน่อยก็แล้วกัน.  ช่วงที่ผ่านมาก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากชีวิตยังคงดำเนินไปตามแนวทางปกติตื่นแต่เช้าออกไปทำงาน ตกเย็นไปกินข้าวกับหวานใจ วันหยุดก็ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับหวานใจมากกว่าอยู่กับเพื่อนและพ่อแม่ไปซะแล้ว (รู้ตัวนะเนี่ย) เดือนช่วงปลายเดือนสิงหาก็ได้เดินทางไปเที่ยวกระบี่กันกับเพื่อน ๆ ที่น่ารัก ไปคราวนี้เชอรี่สนุกมาก ๆ และมีความสุขมาก ๆ เพราะได้ทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่ตั้งใจไว้ เช่น ไปแก้บนที่ภูเก็ต งานนี้ก็ต้องขอขอบใจเพื่อน ๆ ที่น่ารักทุกคนที่ยอมเหนื่อยเดินทางไปกับเชอรี่ด้วยในครั้งนี้ ครั้งหน้าเชอรี่จะยอมตามใจเพื่อนเต็มที่เลยนะจ๊ะ กลับมาจากกระบี่ก็พักกันเล็กน้อยก็ไปเที่ยวเกาะเสม็ดกันอีกแล้วเมื่อช่วงปลายเดือนกันยาที่ผ่านมา ไปเสม็ดคราวนี้ไปกันไม่ครบทั้งทีมมีแค่เชอรี่กับหวานใจและยู้กับอ๋อมแค่ 4 คน เพื่อนคนอื่นอย่าน้อยใจไปนะจ๊ะที่ไม่ชวนเพราะรู้ว่าถึงชวนเพื่อนก็ไม่ไปกัน ไปเสม็ดคราวนี้เชอรี่มีความตั้งใจที่จไปขับรถ ATV โดยเฉพาะและก็ได้ขับสมใจ แต่ก็ขับได้ไม่กี่รอบก็ต้องเอาไปคืนแล้วเปลี่ยนเป็นมอ'ไซต์เหมือนเดิม เพราะท่าทาง ATV จะไม่เหมาะกับเรา 5555 ท่าใครอยากรู้ว่าเป็นไงต้องไปลองขับดูนะจ๊ะ แต่ขอบอกว่าหนุกหนานได้ใจดีเหมือนกัน นอกจากกิจกรรมเกี่ยวกับขับขี่รถมอ'ไซต์บนถนนที่สุดแสนจะโหดบนเกาะเสม็ดแล้ว ไปคราวนี้ก็ได้ใช้ความอดทนมากกับการตากฝนไปเที่ยวผับ (ตามใจคุณยู้กันเต็มที่ ) ก็สนุกดีนะ วันรุ่งขึ้นก็กลับมาฝั่งระยองไปกินส้มตำไก่ย่างที่สั่งมากันเต็มโต๊ะจนกินไม่หมดต้องห่อกลับมากินบ้านกันอีก...
       ส่วนช่วงนี้ไม่มีกิจกรรมอะไรมากแต่ก็มีเรื่องให้ตื่นเต้นอีกจนได้เพราะไม่กี่วันที่ผ่านมาคุณหวานใจต้องมาฉลองก่อนถึงวันเกิดด้วยการโดนมอ'ไซต์รับจ้างเมาขี่รถปาดหน้าทำให้เราไปชนท้ายจนคนซ้อนท้ายมอ'ไซต์ได้รับบาดเจ็บ แต่งานนี้ก็ผ่านไปด้วยดีเพราะทางเราไม่ผิด หลังเกิดอุบัติเหตุก็เลยต้องพาหวานใจไปไหว้เจ้ากันยกใหญ่เชียว เพราะอีกไม่กี่วันก็จะวันเกิดเค้าแล้วเชอรี่ไม่อยากให้เกิดอะไรที่ไม่ดีขึ้นอีก
       วันเสาร์นี้มีนัดเลี้ยงวันเกิดของหวานใจเชอรี่กับน้องโอ๋หารกันสองคนในฐานะคนเกิดเดือนตุลา (ขอบอกว่าอิจฉามากเพราะเดือนเกิดเชอรี่ไม่มีใครมาหารด้วยอ่ะ แต่ปีหน้ากะว่าจะหารกับยู้ ก็ไม่รู้ว่าคุณยู้จะยอมหารกับเราหรือเปล่า ) ปีนี้งานเลี้ยงจะจัดกันที่ร้านส้มตำ แถวสยาม (เป็นไงหล่ะ ไฮโซสุดๆๆๆ ) ก็ได้แต่หวังว่าเพื่อน ๆ จะชอบกับบรรยากาศร้านที่เชอรี่หามานะ ไว้อาทิตย์หน้าจะมา update ให้อีกทีเกี่ยวกับบรรยากาศในงานแล้วกัน แต่ตอนนี้กำลังเครียดกับการคิดว่าจะซื้ออะไรเป็นของขวัญให้คุณเพื่อน ๆ ทั้งหลายดี ใครอยากได้อะไรรบกวนบอกกันหน่อยก็ดีนะจ๊ะ   วันนี้ขอจบด้วยประการฉะนี้ก่อนแล้วกันนะ
     
    Cherry
     
    August 14

    ขอบคุณที่รักกัน (ฉลองครบ 6 เดือนที่รักกันอีกครั้ง)

         วันนี้ต้องมานั่งทำงานทั้ง ๆ ที่เป็นวันหยุดชดเชย เฮ้อ.....น่าเบื่อซะจริง แต่ทำไงได้มันต้องก็ทนกันต่อไป จริง ๆ แล้ววันนี้เป็นวันสำคัญของเชอรี่อีกวันนึงเช่นกันเพราะเป็นวันที่เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว honey ที่น่ารักได้กลับมารักกันเหมือนเดิมอีกครั้งนึง ถ้าให้นึกย้อนไปเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว มันก็คงเป็นเดือนที่น่าเบื่ออีกเดือนนึงเพราะเดือนกุมภาเป็นเดือนของเทศกาลวันแห่งความรักแต่กับคนที่ไม่มีคนรักมันจะไปน่าสนใจตรงไหนจริงมั๊ย ช่วงก่อนวันวาเลนไทน์ไม่กี่วันเชอรี่ได้รับโทรศัพท์จาก honey โทร.มาปรับทุกข์นิดๆ หน่อยๆ ตามประสา แต่หลังจากที่พูกคุยกันไปได้หน่อยเชอรี่ก็เริ่มรู้สึกว่ามันต้องมีอะไรเกิดขึ้น ก็เลยนัด honey ไปดูหนังในวันวาเลนไทน์ซึ่งตอนแรกก็ไม่คิดว่า honey จะรับนัด แต่พอ honey รับนัดบอกตรงๆ เลยนะ เชอรี่งงมากๆ เพราะไม่คิดมาก่อนว่าวาเลนไทน์ปีนี้เชอรี่จะมีคนไปดูหนังด้วย พอถึงวันวาเลนไทน์หลังจากได้ดูหนัง กินข้าวกันแล้วทำให้เชอรี่ได้รู้ว่า honey กำลังมีปัญหา ซึ่งเชอรี่ก็ยินดีที่จะให้คำปรึกษาด้วยความจริงใจเสมอ แต่หลังจากวันนั้นเรื่องของเราสองคนมันก็กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
         เพื่อนๆ ทุกคนคงรู้ว่าเชอรี่ไม่เคยมีใคร หลังจากเหตุการณ์เมื่อ 5 ปีก่อนเกิดขึ้น ซึ่งเชอรี่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเพราะอะไร ตัวเชอรี่เองก็พยายามหาคำตอบให้ตัวเองมาตลอดแต่คำตอบที่ได้มันก็มีแค่ยังไม่มีใครเป็นคนที่ใช่สำหรับเราซักที มีผู้ชายอยู่คนที่เชอรี่พยายามจะเอาเค้ามาแทนที่แต่แล้วมันก็ไม่ใช่ จนมาถึงวันนี้เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว เมื่อเหตุการณ์ต่าง ๆ มันเกิดขึ้นเชอรี่เลยแน่ใจว่าคนที่ใช่ของเชอรี่คือใคร ความรักของเชอรี่คงไม่เหมือนกับของคนอื่นเพราะความรักของเชอรี่มันเกิดขึ้นมาจากความต้องการที่จะเอาชนะคนที่มาว่าเรา (มาถึงตรงนี้ก็คงต้องขอบคุณคำพูดประโยคนั้นที่ทำให้เราได้รักกันมาถึงทุกวันนี้) จากความต้องการเอาชนะในตอนนั้นก็ทำให้เราได้เริ่มให้ความสนใจกับผู้ชายคนนึงมาโดยตลอด จนเวลาผ่านไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นผู้ชายคนนี้ก็ยังคงเป็นคนที่อยู่ในใจเราเสมอ เราไม่เคยโกธรเค้าไม่ว่าเค้าจะทำเรื่องอะไรร้ายแรงขนาดไหน เรายอมเค้าเสมอทั้ง ๆ ที่เราไม่เคยยอมให้ใคร อะไรดี ๆ ที่ผ่านเข้ามาเราอยากให้เค้าเป็นส่วนนึงเสมอ อย่างงี้เค้าเรียกว่ารักหรือเปล่า แต่สำหรับเชอรี่แล้วมันเกินคำว่ารักไปมากแล้วหล่ะ มันคือความผูกพัน มันคือส่วนที่สำคัญส่วนหนึ่งของชีวิต และก็ได้แต่ขอบคุณความอดทนที่ทำให้เรารอเค้าจนถึงวันนี้
         วันนี้เราสองคนกำลังก้าวเดินไปพร้อม ๆ กันอีกครั้ง ซึ่งเชอรี่ก็ได้แต่หวังว่ามันคงไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นกับเราสองคนอีก ขอให้ความแข้มแข็งอยู่ในใจของเราสองคน ขอให้ความอดทนเป็นพลังผลักดันให้เราก้าวไปข้างหน้าได้สม่ำเสมอ ขอให้ความรักเป็นเหมือนแสงที่ทำให้ใจเราอบอุ่นได้ตลอดเวลา
         เชอรี่ไม่รู้ว่าในอนาคตข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่สำหรับเชอรี่แล้ว honey จะเป็นที่หนึ่งในใจเสมอนะ ขอบคุณที่กลับมารักกันอีกครั้ง เชอรี่ไม่ขอสัญญาอะไร เพราะเชอรี่รู้แล้วว่าเราไม่ควรตั้งแง่กับความรัก แต่เชอรี่ขอแค่รักกันตลอดไปก็พอนะ
         6 เดือนที่ผ่านมามันเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่บอกตรง ๆ เลยว่าแตกต่างไปจากเดิมมาก เราได้คุยกันมากขึ้น เราเปิดเผยตัวตนของเราเองมากขึ้น เราพากันและกันไปให้ครอบครัวได้รู้จัก เราเริ่มปรับตัวเข้าหากันมากขึ้นและให้เวลากันมากขึ้น จนตอนนี้เชอรี่คิดว่าถ้าเราต้องอยู่ด้วยกันจริง ๆ มันก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่เรายังมีเวลาอีกมากในการปรับตัวใช่มั๊ย เชอรี่คงต้องไปหัดซักผ้ารีดผ้าเองบ้างง (ถึงจะไม่ค่อยอยากทำเท่าไหร่แต่ก็จะพยายามลองดู เพื่อ honey เลยนะเนี่ย) เชอรี่คงต้องไปหัดขับรถ เผื่อไว้เวลา honey ไม่สบายจะได้ขับรถให้ได้ เชอรี่คงต้องไปหัดทำกับข้าว จริงๆ แล้วก็ทำเป็นอยู่นะแต่กินได้หรือเปล่าคงต้องลองชิมดู และที่สำคัญที่สุดเชอรี่คงต้องงดการช้อปปิ้งลงไปบ้าง (มันยากมากเลยนะเนี่ย) เฮ้อออ ทำไมมันเยอะอย่างงี้เนี่ย แต่ก็จะพยายามนะจ๊ะ
         ความรักเป็นสิ่งที่เชอรี่เชื่อว่าทุกคนต้องมีเพียงแต่เราจะเอาความรักมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับตัวเอาได้มากน้อยแค่ไหน สำหรับเชอรี่แล้วความรักเป็นเหมือนพลังที่ทำให้เราก้าวไปข้างหน้าได้  6 เดือนที่ผ่านมาทำให้เชอรี่เชื่อขึ้นมาอีกสิ่งหนึ่งนั่นก็คือเรื่องของพรหมลิขิตและรักแท้ เพราะถ้าคนเราจะคู่กันแล้วไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะแยกกันไปนานแค่ไหน เราก็จะสามารถกลับมารักกันได้เหมือนเดิม  ขอบคุณความรักที่ทำให้เราได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ขอบคุณความรักที่ทำให้เชอรี่รอ honey มาได้ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ขอบคุณความรักที่เป็นสายใยบางๆ คอยเชื่อมให้ honey มีเชอรี่อยู่ใจเสมอ และขอขอบคุณความรักที่ทำให้เราทุกคนรักกันนะ
     
    ขอให้ทุกคนมีความรักที่สวยงาม
     
    cherry
     
        
        
    July 31

    หนูอยากไปกระบี่จ้า

    ผ่านพ้นไปด้วยความสุขสำหรับงานวันเกิดน้องอ๋อม เพื่อน ๆ มากันเกือบครบขาดแต่คุณนินคนเดียวเท่านั้นที่ติดภาระในการเลี้ยงลูก แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะนินมันก็หายไปหลายปีแล้ว ปีนี้หายไปอีกปีคงไม่มีใครบ่น งานวันเกิดอ๋อมปีนี้ เชอรี่เป็นคนซื้อเค้กวันเกิดให้ซึ่งก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่เพื่อน ๆ ทุกคนชอบเค้กที่ซื้อไป งานอ๋อมคราวนี้พวกเราได้ตกลงเรื่องการไปเที่ยวประจำปีของกลุ่มซึ่งก็ได้ข้อสรุปออกมาแล้วว่าจะไปกันในวันที่ 26 - 28 สิงหาคมนี้ ปีนี้เราจะไปกระบี่กันอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เราจะเดินทางด้วยเครื่องบินทั้งไปและกลับ (ไฮโซสุดๆๆๆ) แถมขากลับเชอรี่จะถือโอกาสชวนเพื่อน ๆ ไปภูเก็ตกันด้วย (จริง ๆ แล้วเชอรี่จะไปแก้บน แต่กลัวเหงาไงก็เลยชวนเพื่อนไปด้วย ) คิดมาถึงตรงนี้ก็อยากไปขึ้นมาทันที เหลือเวลาอีกประมาณ 20 กว่าวันคงต้องฟิตหุ่นกันเต็มที่ เพราะเมื่อวันก่อนเพิ่งไปเสียตังค์ซื้อชุดว่ายน้ำใหม่มา ไอ้ความมั่นใจมันก็มีอยู่ระดับนึงแหละแต่ความอายมันดันมีมากกว่า ก็เลยนึกหวั่น ๆ อยู่ว่าคนภายนอกอาจจะนึกด่าอยู่ในใจได้เวลาเห็นเชอรี่ใส่ชุดว่ายน้ำออกไปเดินเพ่นพ่านข้างนอก ถ้ามันไม่ได้จริง ๆ คงได้ใส่ชุดว่ายน้ำแค่ในห้อง แต่พอเวลาออกไปข้างนอกคงต้องใส่เสื้อยืดทับเอา
    อยากไปกระบี่แล้วทำไงดี เมื่อคิดได้อย่างงี้ก็เลยทำให้ไม่อยากทำงานขึ้นมา ช่างเป็นนิสัยที่ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่างเสียจริง เฮ้ออออ แต่คนมันอยากไปเที่ยวทำไงได้ใช่มั๊ย???
     
    เชอรี่
    July 06

    พัทยาวันฝนตก

    เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ( 1-2 กรกฎาคม ) เชอรี่ไปเที่ยวพัทยากันมา ( ไปกับใครคงไม่ต้องบอกกันนะ ) โดยรวมแล้วตั้งใจจะไปที่เกาะล้านเป็นอันดับแรก เพราะเชอรี่อยากเล่นน้ำทะเลมากกกก หลังจากเตรียมตัวจัดกระเป๋าเป็นอย่างดีแถมมีการไปเสียตังค์ซื้อกางเกงขาสั้นตัวใหม่ไว้ใส่เล่นน้ำกันแล้วก็เหลือแค่เวลาที่จะเดินทางเท่านั้น เช้าวันเสาร์เชอรี่หอบผ้าหอบผ่อนออกจากบ้านไปสิงสถิตอยู่ที่บ้านคุณชายแต่เช้า แต่กว่าเราก็ได้ออกเดินทางก็ปาเข้าเกือบเที่ยง ออกเดินทางมาจนถึงจุดพักรถก็ต้องมีการแวะกินกาแฟที่ร้านกาแฟร้านโปรดของเชอรี่กันก่อน คราวนี้ได้ลองกาแฟตัวใหม่ที่มาแทน rumba ด้วย เชอรี่ว่าที่ร้านเค้าชงไม่ค่อยอร่อยแต่มันดีตรงที่มีถามแก้วมา 1 ใบ แล้วก็ได้ลองชิมบลูเบอร์รี่ชีสเค้กด้วย ขอบอกว่าอร่อยมากกกกกก แต่ราคาก็สูงอยู่เหมือนกันนะ หลังจากกินกันไปจนหมดแล้วเราก็ออกเดินทางกันต่อเป้าหมายต่อไปคือร้านผัดไทไข่ปูที่อยู่ตรงเส้นเลี่ยงเมือง ร้านนี้ได้รับคำแนะนำมาจากน้องโจ๊กซึ่งนาน ๆ น้องชายสุดที่รักจะบอกว่ามีร้านอร่อยซักทีเชอรี่ก็เลยต้องหาโอกาสไปชิม หลังจากหาร้านเจอแล้วเราก็สั่งผัดไทไข่ปูมาลองชิมดู มันก็อร่อยดีนะ เสียตรงที่มีแมลงวันเยอะไปหน่อยเลยทำให้เราไม่สามารถจะละเลียดชิมได้อย่างเต็มที่ต้องรีบกินรีบออกจากร้านไปเพราะกลัวว่าจะท้องเสียกันไปซะก่อน พอออกเดินทางออกจากร้านผัดไปได้ไม่นานเท่าไหร่ฟ้าฝนก็เริ่มไม่เป็นใจกับเราซะแล้ว ฝนเริ่มตกลงมาเป็นช่วง ๆ แถมพอมองไปทางเกาะล้านท้องฟ้ามันก็ช่างมืดมิดซะเหลือเกิน เฮ้อออ สุดท้ายเราก็ต้องตัดสินใจเข้าโรงแรมเพื่อไปรอดูสภาวะอากาศกันก่อนพอมาถึงที่โรงแรมซึ่งเชอรี่เองก็ไม่เคยไปมาก่อน ใช้อ่านมาจากใน web แล้วลองเสี่ยงจองมาทาง net ด้วยราคาแสนถูกเพียง 800 บาท/คืน รวมอาหารเช้าอีกต่างหาก พอเจอโรงแรมมันก็ทำให้เชอรี่เบาใจไปได้เยอะเพราะโรงแรมดูดีในระดับนึงทีเดียว ใหม่ สะอาด พนักงานก็น่ารักดีนะ มีสระว่ายน้ำน่าเล่นมาก ห้องพักโดยรวมก็โอเคดี หลังจากได้เข้าห้องพักแล้วก็เลยได้เวลามานั่งคิดกันว่าเราจะไปไหนกันดีต่อจากนี้เพราะเกาะล้านเราคงไม่ได้ไปกันแล้ว สุดท้ายก็เลยได้ข้อสรุปว่าคืนนี้เราจะไปดูทิฟฟานี่โชว์กัน โดยเราจะออกไปซื้อของใช้บางส่วนที่ลืมเอามากันก่อนแล้วก็จะไปจองบัตรทิฟฟานี่จากนั้นค่อยไปหาข้าวเย็นกินกัน กินข้าวเสร็จค่อยกลับมาอาบน้ำแล้วออกไปดูทิฟฟานี่กันอีกที เมื่อได้ข้อสรุปดังนั้นเราก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าออกไปช้อปปิ้งกันก่อน ไปแวะซื้อของที่ห้างเซ็นทรัล & Big C พัทยากันคนเยอะดีนะ ของก็ขายเยอะพอสมควร ซื้อของเสร็จก็ไปจองตั๋วทิฟฟานี่โชคดีที่วันนั้นมีรอบดึกตอน 22.30 น.ด้วยเราก็เลยจองไปซะแถวที่ 2 จากข้างหน้า จริง ๆ แล้วคุณชายอยากไปแถวหน้าสุดด้วยซ้ำแต่จากประสบการณ์ที่ดูมาหลายครั้งก็เลยไม่เอาแถวข้างหน้าเพราะกลัวโดนกระเทยแกล้ง ซื้อตั๋วกันเสร็จเราก็คิดกันว่าจะไปกินหมูกระทะกันเพราะอยู่กรุงเทพไม่ได้กินกันซักที หลังจากไปสอบถามคนพื้นที่ก็ได้ความว่ามีร้านน่าสนใจอยู่ 1 ร้านพร้อมบอกทางมาเสร็จเราก็เลยไปลองกินกันดู ก็ดีนะของก็เยอะดี ราคาหัวละ 99 บาทมีกุ้งมีปลาให้เผากันเองเลยแต่เราขี้เกียจก็เลยกินกันเหมือน 69 บาท 5555 นึกเสียดายเอาตอนอิ่มซะแล้ว พอกินกันอิ่มพร้อมกับหัวเหม็นตัวเหม็นกันจนพอใจแล้ว เราก็กลับห้องไปอาบน้ำเตรียมตัวไปดูทิฟฟานี่โชว์กัน ระหว่างทางกลับโรงแรมฝนก็ตกลงมาตลอดจนอาบน้ำเสร็จกลับออกมาใหม่ฝนก็ยังคงตกอยู่ ไปถึงทิฟฟานี่ก็ได้เวลาโชว์เริ่มพอดี ทิฟฟานี่คราวนี้ก็ยังคงมีโชว์เดิม ๆ อยู่แต่ก็ยังดีที่มีชุดใหม่ ๆ เข้ามาด้วย พอดูจบกลับออกมาฝนก็ยังคงตกอยู่แถมหนักกว่าเก่าด้วย ดีที่เรามีร่มติดตัวไปด้วยก็เลยรอดตัวไป กลับเข้ามาที่ห้องปุ๊บฝนก็ตกแรงขึ้นอีกโชคดีมาก ๆ ที่ไม่ตกมาแรงตอนเรากลับ คืนแรกที่พัทยาก็จบลงด้วยฝนตกแบบน่าเบื่อ
    เช้าวันอาทิตย์ตื่นมากินอาหารเช้าตอน 9.30 น.เกือบจะไม่ลงมากินแล้วแต่เสียดายสิทธิ อาหารเช้าที่นี่ไม่ค่อยอลังการเท่าไหร่ เชอรี่ว่าโรงแรมที่พัทยาส่วนใหญ่อาหารเช้าไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ก็กินกันไปเพื่อรักษาสิทธิ วันนี้มีแพลนจะไปกินส้มตำป้าประไพที่เลื่องชื่อกับยู้และอ๋อมเพราะนัดกันไว้ตั้งแต่เมื่อคืน แต่ก็มีเหตุให้เราต้องอดกินจนได้ เพราะรถอ๋อมเกิดอุบัติเหตุพลิกตกข้างทาง ทำให้เราต้องรีบ check out ออกไปช่วยเพื่อน โชคดีที่ทั้งอ๋อมและยู้ไม่เป็นอะไรมากแต่รถอ๋อมเสียหายมากหน่อยต้องส่งเข้ามาซ่อมกันเป็นเดือน จากเรื่องนี้เลยทำให้เราได้เดินทางไปเที่ยวระยองแทน แถมขากลับฝนยังตกหนักอีกต่างหาก ทำให้การไปเที่ยวของเราคราวนี้เป็นทริปชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำฝนจริง ๆ
     
    เชอรี่
     
     
     
    June 22

    ครึ่งวันในสยามพารากอน

    เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (18/6/2006) เชอรี่มีนัดกับหมูไปทำบุญกัน โดยงานนี้เชอรี่ให้หมูเข้าไปรับที่บ้านด้วย (ใจกล้าสุดฤทธิ์) แต่การจะเข้าไปคราวนี้ก็ต้องมีการวางแผนกันก่อนเล็กน้อย ด้วยการไปซื้อของไว้เป็นเครื่องบรรณาการติดไม้ติดมือเข้าไปด้วยนั่นเอง และทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยดี หมูเข้าบ้านไปพร้อมของฝากซึ่งคุณแม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรพร้อมกับยิ้มหวานรับอย่างยินดีอีกต่างหาก.... หลังจากออกจากบ้านมาตอนเกือบ ๆ บ่ายโมงเราก็มุ่งหน้าไปสภากาชาดกันทันที ไปถึงฝนก็ตั้งเค้าจะตกแล้วก็เลยต้องรีบเข้าตึกไปพอเดินเข้าตึกไปแค่แป๊บเดียวฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก ( ดีนะเนี่ยที่ตั้งใจมาทำบุญไม่งั้นคงได้เปียก ) ที่สภากาชาดเมื่อวันอาทิตย์คนมาบริจาคเลือดกันเยอะมากถึงขั้นต้องหยิบบัตรคิวมานั่งรอตรวจกันอยู่สักพักเลย หลังจากเรา 2 คนผ่านการตรวจเบื้องต้นกันอย่างสวยงามก็ต้องมานั่งรอคิวไปบริจาคกันอีก เชอรี่ไปบริจาคคราวนี้ขอบอกว่าเจ็บมากตอนเจาะเลือดบริจาค แถมได้รอยช้ำที่แขนมาเป็นที่ระลึกอีกต่างหาก พอบริจาคกันเสร็จเรียบร้อยเดินลงมาข้างล่างปรากฏว่าฝนก็ยังไม่หยุดตก เราต้องเดินฝ่าฝนมาขึ้นรถกันดีนะที่คุณชายรอบคอบหยิบร่มติดมือไปด้วยเราก็เลยไม่เปียกกันเท่าไหร่... ออกจากสภากาชาดก็มุ่งหน้าไปสยามพารากอนกัน ทุกคนคงรู้ว่าเชอรี่ชอบห้างนี้ม๊ากมากกก แต่การไปคราวนี้ขอบอกว่าไม่ได้มีการคิดล่วงหน้าไว้ก่อนว่าจะไปก็เลยต้องมานั่งคิดว่าเราจะไปเดินไหนกันบ้าง หลังจากเดินเรื่อยเปื่อยกันไปสักพัก หมูก็เลยชวนไปดูหนัง จริง ๆ แล้วเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาไม่มีหนังที่เชอรี่สนใจมากก็เลยไม่คิดว่าจะดูหนัง แต่หมูมาบอกวันนั้นว่าอยากดู The Fast ภาค 3 เราก็เลยได้ไปดูหนังกัน และการมาดูหนังคราวนี้เชอรี่จะดูโรง Nokia ultra screen ซะด้วย (หลังจากพลาดมาหลายครั้ง) ตอนไปรอจองตั๋วก็ยังสนุกสนานกันดีอยู่ แต่ขอบอกว่าตอนรู้ว่าค่าบัตรเท่าไหร่นั่นแหละอึ้งไปกันทันที 1200 บาทสำหรับ 2 ที่นั่ง อึ้งไปเลยครับท่าน แต่ก็นะยังไงก็ต้องจ่าย ก็ได้แต่ขอให้โรงหนังหรูหราสมราคาก็แล้วกัน.... จองตั๋วหนังกันเสร็จเราก็ไปเดินเล่นกันตอนแรกกะว่าจะไปหาข้าวกินฝั่งสยาม แต่ฝนเจ้ากรรมก็ยังไม่หยุดตก เราก็เลยไปเดินเล่นที่สยามดิสฯกันก่อน ไปเดินกันได้อีกซักพักฝนก็ยังไม่หยุดตก จนสุดท้ายเราก็เลยตัดสินใจเดินกลับมากินข้าวกันที่สยามพารากอนเหมือนเดิม โดยเลือกกินร้านขายอาหารอีสานร้านนึงเพราะเชอรี่เคยเห็นคนมากินกันเยอะ ร้านที่ไปกินบรรยากาศในร้านก็ตกแต่งได้หรูหรา และที่สำคัญราคาอาการก็หรุหราตามสถานที่ไปด้วยเหมือนกัน ส้มตำจานละ 110 บาท ปีกไก่ทอดประมาณ 8 ชิ้น 150 บาท แต่ก็อร่อยนะเพราะถ้าไม่อร่อยคงได้มีวีนกัน ( ตอนกินข้าวก็เจออ้อม สุนิสาด้วยหล่ะ กินร้านเดียวกันเลย ) กินข้าวเสร็จก็ตรงกลับไปที่โรงหนังอีกครั้ง ไปนั่งรอเวลาหนังเข้าซึ่งเค้าจัดไว้สำหรับคนดูโรง nokia ultra screen โดยเฉพาะ สถานที่ก็ตกแต่งกันหรูหรา สวยงาม มีโซฟา หนังสือให้นั่งอ่านรอเวลาหนังเข้าอย่างสบาย ๆ แล้วก็มีน้ำ มีขนมให้กินฟรีด้วย พอได้เวลาหนังเข้าเราก็เดินเข้าโรงกันไปโดยมีเจ้าหน้าที่โรงหนังเดินนำไปที่ที่นั่ง 1 คน ขอบอกว่าที่นั่งอย่างหรูเป็นเก้าอี้ตัวใหญ่มาก เบาะหนังอย่างดี มีที่ปรับเอนด้วยระบบไฟฟ้าอีกต่างหาก พอเรานั่งเรียบร้อยน้องเค้าก็แกะหมอนกับผ้าห่มมาให้ งานนี้ก็นอนหลับกันได้เลยหล่ะ เพราะแอร์หนาวมากกกกกก บรรยากาศอย่างอื่นในโรงหนังก็ดีนะ เพราะในที่นั่งแต่ละคู่จะเหมือนมีที่กั้นแบ่งกันทำให้รู้สึกเป็นส่วนตัวกันมากกว่า...และแล้วหนังก็จบลงอย่างสนุกสนาน ว่าไปแล้วเชอรี่ชอบนะกับโรงหนังแบบนี้ คนไม่เยอะ ไม่แออัด ที่นั่งสบาย แอร์เย็น แต่ถ้าจะให้ดูกันบ่อย ๆ คงไม่ไหว ก็เอาเป็นว่าหนังเรื่องไหนที่ชอบมากถึงมากที่สุดก็ขอดูโรงแบบนี้ก็แล้วกัน... ดูหนังจบกลับออกมาฝนก็ยังไม่หยุดตก เราก็เลยจบการเดินทางในวันฝนตกด้วยการกลับถึงบ้านด้วยความปลอดภัยจ้า
     
    June 12

    รู้แล้วหล่ะว่าเวลาเหงามันเป็นยังไง

    ไม่ได้เข้ามา up blog นานเป็นเดือน มีเรื่องต่าง ๆ เกิดขึ้นหลายเรื่องเลยหล่ะ แต่เรื่องที่จะเอามาเล่าเรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยกับเชอรี่เท่าไหร่ นั่นก็คืออาการเหงามาก ๆ นั่นเอง อย่างที่รู้ ๆ กันอยู่ว่าเชอรี่ค่อนข้างเป็นคนติดเพื่อน แต่เวลาติดเพื่อนมันก็มี limit ที่ตัวเราเองสามารถควบคุมได้ แต่มาช่วงหลัง ๆ เนี่ย อาการติดเพื่อนมันลดลง ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าเพื่อนก็เริ่มห่างหายกันไปมีแฟนเป็นของตัวเองก็เป็นได้ ก็เลยทำให้เชอรี่ไม่ค่อยติดเพื่อนมากเหมือนเมื่อก่อน แต่เชอรี่มีอาการใหม่ที่เกิดขึ้นนั่นก็คือ อาการติดแฟน   ซึ่งจริง ๆ แล้วเชอรี่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะว่าตัวเองจะกลายเป็นคนติดแฟนได้ และเหตุผลที่ทำให้เชอรี่รู้ตัวเองได้นั่นก็คือการที่คุณแฟนต้องไปปฏิบัติธรรมเป็นเวลาถึง 9 วัน ช่วงแรก ๆ ที่รู้วันเวลาที่เค้าต้องไปแน่นอนก็ยังไม่ได้คิดอะไรมาก แต่พอถึงคืนก่อนที่เค้าจะไปเนี่ยสิทำไมวันเริ่มวูบ ๆ หวิว ๆ ยังไงก็ไม่รู้ ก็งานนี้คุณชายเล่นหายไปตั้ง 9 วัน จะโทร.คุยกันก็ไม่ได้ ทำได้แค่ส่ง Message ฮือๆๆๆๆๆ เศร้าใจจริง ๆๆๆๆๆ เลย 
     
    และแล้ววันแรกของการปฏิบัติธรรมก็เริ่มขึ้น ไอ้เราก็ทำใจดีสู้เสือทำตัวตามปกติ แต่ในใจมันหวิวมากเลยนะ จากคนที่เคยโทร.หากันได้แทบจะตลอดเวลา มาตอนนี้โทร.หาไม่ได้ ส่ง message ไปก็ต้องรอตั้งนานกว่าจะได้ message ตอบกลับ มันทรมานมากๆๆๆๆๆ ตอนที่ได้รับ message แรกที่คุณชายส่งมา บอกได้เลยว่าดีใจมากกกก ถึงตอนนี้ยังนึกขำตัวเองอยู่เลยว่าช่างเป็นไปได้จริง ๆ นะเรา แต่ที่ขำมาก ๆ ก็คงเป็นตอนที่ทำงานอยู่แล้วคุณชาย on msn เข้ามาคุยด้วย บอกตรง ๆ นะว่าเชอรี่ทั้งแปลกใจ ทั้งดีใจ เพราะไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าแฟนเราจะไฮเทคขนาดนี้ แต่มันก็เล่นได้แค่ครั้งเดียวแหละเพราะวันต่อ ๆ มาเค้าก็ on msn เข้ามาไม่ได้ ไม่รู้เป็นเพราะอะไร. แต่เมื่อคืนก็เรื่องให้เชอรี่ประหลาดใจและดีใจมาก ๆ นั่นก็คือคุณชายโทร.มาหา บอกตรง ๆ ว่าดีใจมากกกกกก อยากคุยตั้งหลายเรื่องแต่ก็คุยไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่เพราะเค้าแอบโทร.มาเสียงมันก็เลยเบา แต่ก็เอาเถอะได้ยินเสียง ได้คุยกันตั้งหลายนาที แค่นี้อาการเหงาที่มีมันก็ดีขึ้นไปได้เยอะทีเดียว เหลือเวลาอีก 2 วันเท่านั้น ชีวิตเชอรี่ก็จะกลับมาเป็นปกติแล้ว ได้คุย ได้เจอหน้า ได้ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดตามที่ต้องการซะที
     
    เฮ้ออออ เพิ่งจะรู้จริง ๆ นะเนี่ยว่าเวลาเหงามันแย่มากแค่ไหน หวังว่าต่อไปคงไม่มีใครทำให้เชอรี่เหงาแบบนี้อีกนะ
     
    April 27

    The Rythum & Boyd Alumni

    พิมพ์ไว้ตั้งนานไม่ได้ up ซักที วันนี้มีโอกาสก็เลยขอ up ซักหน่อย
    เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2006 ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปดูคอนเสิร์ตของบอย โกสิยพงษ์มาหลังจากที่พลาดจากคอนเสิร์ต 10 ปีเบเกอรี่เมื่อปีก่อนหน้านี้  คอนเสิร์ตในครั้งนี้จัดขึ้นใน concept ของงานชุมนุมศิษย์เก่า ดังนั้นแขกรับเชิญที่มาจึงมีมากมายตามไปด้วย เชอรี่ออกจากบ้านไปตั้งแต่บ่ายโมงแวะไปดูหนังที่เมเจอร์รัชโยธินก่อน เพราะได้ตั๋วฟรีมา 2 ใบ หนังที่เป็นดูเป็นหนังการ์ตูนกึ่งฝรั่งกึ่งญี่ปุ่น ไม่รู้ว่าจะมีออกฉายทั่วไปด้วยหรือเปล่า หลังจากที่ดูหนังไปหลับไปหนังก็จบเอาตอนเกือบ 16.00 น. เรา 2 คนก็รีบออกเดินทางไปสยามพารากอนทันที เพราะเรามีเป้าหมายที่จะเอารถไปจอดที่สยามพารากอน แล้วก็แวะกินอาหารญี่ปุ่นที่ร้าน OTTAYA ไปถึงพารากอนเกือบ ๆ 17.00 ได้ที่จอดรถแบบฟลุ๊กมาก ๆ จอดรถเรียบร้อยก็ไปกินข้าวกันตอนแรกเชอรี่แพลนว่ากินข้าวเสร็จจะไปกินขนมที่ le note ต่อแต่คิดไปคิดมากินขนมแคลลอรี่มันสูงก็เลยเปลี่ยนใจไปกินไอติมแทน (จำชื่อร้านไม่ได้อ่ะ แต่ไอติมอร่อยมาก ๆ โคนนึงตั้ง 150 บาทแหนะ ) พอสั่งไอติมกันแล้วเรา 2 คนก็ทำตัวเป็นเด็กเดินไปกินไปกันตลอดทางจนสุดท้ายทนไม่ไหวเพราะไอติมมันละลายมากต้องมาหยุดกินไอติมกันริมถนนแถวสยาม 55555 ถ้าเมื่อวานใครผ่านไปแถวสยามจะได้เห็นเด็กโข่งตัวอ้วน ๆ 2 คนยืนไอติมกันอยู่แบบไม่อายเด็กอยู่ หลังพักกินไอติมกันเรียบร้อยเราก็เดินทางไปสนามกีฬากันต่อ เดินกันไปเรื่อย ๆ พอได้เหงื่อกันเล็กน้อยก็มาถึงสถานที่จัดงานกันซักที คนเยอะมาก ๆๆๆๆๆ อากาศก็ร้อนมาก ๆๆๆๆๆ ด้วยเช่นกัน พอต่อคิวเพื่อเข้าสนามไปซักพักก็ได้เข้ามาในบริเวณสนามที่นั่งของเราอยู่ในบริเวณสนามหญ้าแต่เป็นแถวหลัง ๆ ก่อนขึ้นสแตนด์ รูปแบบเวทีของงานนี้เป็นแบบวงกลม ซึ่งเราก็งง ๆ อยู่ว่านักร้องเค้าจะทำยังไงเวลาโชว์ ซึ่งก็ได้ข้อสรุปมาว่างานนี้นักร้องเหนื่อยเพราะต้องวิ่งร้องเพลงไปรอบ ๆ เวทีนั่นเอง ถ้าพูดถึงคุณภาพของนักร้องแล้วบอกได้เลยว่าให้ 100 เต็ม เพราะแต่ละคนก็รู้ ๆ กันอยู่ถึงพลังในการร้องเพลงโดยเฉพาะคุณป้ากมลา ที่ร้องเพลง Live & Learn ได้เพราะมากๆๆๆๆๆ แต่ในส่วนของสถานที่จัดงาน และอื่น ๆ นั้นคงต้องมีการปรับปรุงกันใหญ่โต แต่ก็เอาเถอะเราก็ทนดูกันจนเกือบจบ เพราะต้องรีบหนีออกมาก่อนคนอื่น (จอดรถไว้ตั้งไกลแถมเวลาก็ปาไปเที่ยงคืนแล้ว) งานนี้กลับถึงบ้านเกือบตี 1 เล่นเอาคุณแฟนยื่นคำขาดมาเลยว่าจะไม่มีการไปดูคอนเสิร์ตที่ไหนอีกแล้วเข็ดจนตาย.....
     
    เมื่อวานก็ไปดูหนังเรื่อง Date Movie กับหวานใจและคุณน้องโอ๋คนสวยมา หนังเรื่องนี้เชอรี่ดูไตเติ้ลไว้แล้วอยากดูมาก แต่พอเมื่อวานได้ไปดูแล้วบอกได้เลยว่าผิดหวังเล็กน้อย เพราะดูแล้วงงๆๆๆ ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ ห้ามดูเอาสาระเด็ดขาด ถ้าดูเอาฮาก็ต้องตามมุขให้ทัน เพราะมุขหักมุมกันบ่อยมากกกกก
    ดูหนังจบเราก็ไปส่งน้องโอ๋กลับบ้าน ต่อจากนั้นก็เป็นคิวของเชอรี่เข้าบ้านเป็นคนต่อไป อาทิตย์นี้กลับบ้านค่ำ ๆ มืด ๆ มา 3 วันแล้ว มาลุ้นกันดีกว่าอาทิตย์เชอรี่จะทพสถิติกลับบ้านดึกได้กี่วัน....
     
     
     
    Cherry
    April 17

    สงกรานต์แสนหวานนนนนนนน

    สงกรานต์ปีนี้เป็นปีแรกในรอบ 3 ปีที่เชอรี่ได้หยุดสงกรานต์ยาว ๆ เหมือนคนอื่นเค้านั่นคือ 4 วัน 13 - 16 April 2006  และปีนี้ก็จะเป็นสงกรานต์แรกในรอบหลาย ๆ ปีที่เชอรี่จะได้เที่ยวสงกรานต์กับหวานใจแบบเต็ม ๆ วัน ถึงแม้ว่าจะแค่วันเดียวก็เถอะ
     
    วันที่ 13 เชอรี่ออกจากบ้านแต่เช้า วันนี้พิเศษหน่อยตรงที่หวานใจมารอรับอยู่หน้าปากซอย ขึ้นรถเรียบร้อยก็ออกเดินทางมาที่บ้านหวานใจเพราะวันนี้ที่บ้านแม่เค้าตั้งโต๊ะสรงน้ำพระแล้วก็ไหว้ตากับยาย หลังจากนั่งเล่นรอไปซักพักเราก็ไปสรงน้ำพระกับไหว้ตากับยายพอเสร็จแล้วเชอรี่ก็ได้รดน้ำดำหัวแม่ของหวานใจ 55555 แม่ของตัวเองยังไม่เคยทำเลย งานนี้เรียกว่าทำคะแนนกันสุดฤทธิ์  พอรดน้ำขอพรกันไปเป็นที่เรียบร้อยก็ได้เวลาออกเดินทางไปเที่ยวกันแล้ว งานนี้เรา 2 คนมีเป้าหมายที่ซีคอนสแควร์ เพราะคุณหวานใจมีธุระต้องมาปิดเบอร์โทรศัพท์ที่ศูนย์ดีแทค มาถึงซีคอนก็รีบตรงไปศูนย์ดีแทคทันที คิวไม่ค่อยยาวมากแต่ก็ต้องรอประมาณ 5 นาทีหลังจากถึงคิว เราก็เข้าไปแจ้งความประสงค์ทันทีแต่ไม่สามารถทำได้เพราะเอกสารไม่ครบทำให้เป้าหมายแรกแห้วไป ต่อจากนั้นเราไปจ่ายค่าโทรศัพท์ที่ทรูช้อป หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจทั้ง 2 อย่างแล้วก็ถึงเรื่องใหญ่ของวันนี้นั่นคือการไปซื้อสร้อยข้อมือทองกัน เรา 2 คนตั้งใจมากที่จะไปซื้อทองที่ร้านฮั่วเซ่งเฮง แต่แล้วเราก็ต้องแห้วเพราะร้านหยุดสงกรานต์ คุณหวานใจเลยบอกว่างั้นไปดูร้านทองร้านอื่นแทนแล้วกัน หลังจากเดินดูไปหลายร้านก็ไม่ได้ลายถูกใจบ้าง ความยาวของสร้อยไม่พอบ้าง เชอรี่ก็เริ่มถอดใจจนเดินมาเจอร้านทองร้านนี้เข้า ก็ลองเดิน ๆ เข้าไปถามพนักงานเค้าหยิบออกมาหลายเส้นมากมาให้ดู แต่เชอรี่มองไปแว่บแรกเชอรี่สุดตากับสร้อยข้อมือเส้นนี้มากอย่างแรกมันยาว เราน่าจะใส่ได้ อย่างที่สองคือมันเป็นสร้อยลายเรียบ ๆ แต่ตรงกลางมีห้อยตุ้งติ้งรูปหัวใจ 1 ดวง สร้อยเส้นอื่น ๆ ที่เค้าหยิบมาให้เชอรี่ก็ใส่ไม่ได้ซักเส้น จนบอกให้เค้าหยิบเส้นนี้ออกมาแล้วมาลองใส่ เชอรี่ใส่ได้พอดี ก็เลยสรุปเอาสร้อยเส้นนี้ คุณหวานใจก็ควักตังค์ไปตามระเบียบ พอซื้อทองเสร็จเรา 2 คนก็เริ่มไม่มีที่ไปกันซะแล้วจนสรุปกันว่าเราจะไปดูหนังกัน ก็เลยขึ้นไปจองตั๋วดูหนังกันวันนี้เราไปดูเรื่อง Failure to Lunch กัน หนังก็สนุกดีนะออกแนวโรแมนติกคอมเมอดี้ เชอรี่ชอบบบบบบ
    ดูหนังจบเราก็ออกมาเดินช้อปปิ้งกันต่อ งานนี้เชอรี่ซื้อเสื้อให้หวานใจได้ไป 2 ตัว แล้วก็ให้เค้าซื้อเองไปอีก 1 ชุด ( เสื้อ 1 ตัว + กางเกง 1 ตัว ) งานนี้ทำเอาหมดตังค์กันหนุกหนาน หลังจากเสียตังค์กันจนพอใจแล้วเรากลับบ้านไปรับคุณแม่เค้าไปทานข้าวกันที่ร้านฮอฟมันเฮ้าส์ กินข้าวเสร็จก็ไปส่งแม่เค้าที่บ้านแล้วคุณหวานใจก็มาส่งเชอรี่กลับบ้าน
    ส่วนวันอื่น ๆ ก็อยู่บ้าน ไปดูหนังกับเพื่อนบ้าง ไปกินข้าวกับที่บ้านบ้าง ไปไหว้ย่าที่พระประแดงบ้าง ด้วยกิจกรรมที่มีอยู่มากมายเลยทำให้วันนี้ต้องมาทำงานอาการง่วง , เป็นหวัด และเบื่อมากกกกกกกก
     
    Cherry